เครื่องทองสมัยอยุทธยา (ชิ้นส่วนของ อุบะ ทับทรวง)
เครื่องทองสมัยอยุทธยา (ชิ้นส่วนของ อุบะ ทับทรวง)

ความงามวิจิตรของเครื่องทองอยุธยา ซึ่งเป็นประจักษ์พยานถึงภูมิปัญญาบรรพบุรุษและอดีตอันยิ่งใหญ่ของราชอาณาจักรแห่งนี้จะไม่ปรากฏให้เราเห็นเลยหากมีได้มีการขุดพบเครื่องทองจากกรุวัดมหาธาตุและวัดราชบูรณะ ซึ่งเป็นวัดสำคัญของเมือง และการพบครั้งนี้นับเป็นการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนสะท้อนถึงคติการทำ “เครื่องทองบูชา” พระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งปรากฏอยู่ทั่วไปตามท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศ ถือว่าเป็นมหากิริยาบุญที่สำคัญ



Writer :Mr.Chanok, Date : 07-12-2016 07:56:55


เอาทองคำมาจาไหน? อยุธยามี “ย่านทอง” ของชาวบ้านอยู่หลายแหล่ง ซึ่งราชทูตลังกาที่เข้ามาในสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ เล่าไว้ว่าสองฟากถนนในเกาะกรุงศรีอยุธยานั้น มีร้านขายเครื่องทอง เครื่องเงิน ทองสำริดอยู่มากมาย อีกทั้งนอกเกาะเมืองก็ยังเป็นแหล่งขายทองทรายอีกด้วย แต่ความมลังเมลืองของเครื่องทองแห่งกรุงศรีอยุธยานั้นไม่ได้มีที่มาจากแค่ในเกาะเมือง

แน่นอนว่าเมื่อ “ทองคำ” เป็นเครื่องแสดงความมั่งคั่ง ผู้คนก็จะนิยมใช้เครื่องประดับทองคำกันอย่างมากมาย สมัยนั้นเหล่าผู้มีอันจะกินอย่างมากมาย สมัยนั้นเหล่าผู้มีอันจะกินโดยเฉพาะขุนนางจะนิยมใช้ผ้านุ่งที่ทอสอดเส้นทองแล่ง เส้นเงินแล่งและสวมสนับเพลาตัดด้วยผ้าเนื้อดีอยู่ชั้นในผ้านุ่งมีปลายขาต่ำลงมากล่าหัวเข่า ส่วนปลายขาปักดิ้นทองคำดิ้นเงินเป็นลวดลายงดงาม

ฝ่ายชายนิยมใช้แหวนทองและนากเป็นเครื่องประดับ ฝ่ายหญิงนิยมปิ่นปักผมทองคำสวมแหวนทองที่นิ้วมือ เด็กหนุ่มสาวลูกผู้ดีจะสวมกำไลข้อมือ กำไลแขนและข้อเท้าทำด้วยทองคำหรือกาไหล่ทอง

ผมสงสัยเหมือนกันว่าเมื่อก่อนดินแดน “สุวรรณภูมิ”แห่งนี้คงร่ำรวยด้วยทองคำเป็นแน่แท้กระมัง แต่เมื่อสืบค้นแล้ว ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเคยมีเหมืองทองอยู่ในราชอาณาจักรสยามมาก่อน แหล่งทองคำที่ปรากฏในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาก็มีแต่ที่ ต.บางสะพาน โดยครั้งหนึ่งเจ้าเมืองกุยบุรีได้ส่งส่วยทองคำจำนวน 90 ชั่งเศษมาให้กรุงศรีอยุธยาในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ



Date : 07-12-2016 07:56:55

โชคดีที่ผมได้ข้อมูลจากหนังสือ “เครื่องทองกรุงศรีอยุธยา อมตะศิลป์แผ่นดินสยาม” ที่มี ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ เป็นบรรณาธิการได้ร่วมกับกลุ่มนักเขียนนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมอีกหลายคนมาไขความกระจ่างให้ ท่านเหล่านี้สันนิษฐานว่าทองคำ จำนวนมหาศาลในกรุงศรีอยุธยานั้นน่าจะได้มาจาก

1.ชัยชนะในการศึกสงครามกับบ้านเมืองโดยรอบที่มั่งคั่งรุ่งเรืองมาก่อนเช่น อาณาจักรสุโขทัย นครเชียงใหม่ และ กัมพูชา เป็นต้น เพราะธรรมเนียมในการทำสงครามในสมัยนั้น ทรัพย์สินเงินทองตลอดจนช้างม้าวัวควาย ผู้คนที่ยึดได้จากประเทศราชจะตกเป็นสมบัติหลวงในฐานะ “บำเหน็จศึก” มีความเป็นไปได้มากว่าชัยชนะของอยุธยาต่ออาณาจักรล้านนาอันมั่งคั่งในอดีตนั้นอยุธยาอาจริบเอาทองคำหุ้มพระธาตุเจดีย์หลวงเมืองเชียงใหม่น้ำหนักกว่า 2,382 กิโลกรัมมาเป็นสมบัติของอยุธยาเช่นเดียวกับครั้งที่ได้ชัยชนะเหนือกัมพูชาในปี พ.ศ.1974 อยุธยาก็ได้กวดต้อนเจ้านายเขมรและนำเอารูปภาพ ซึ่งเป็นรูปหล่อทองสัมฤทธิ์มาด้วยจำนวนมาก นอกจากความมั่งคั่งด้วยการศึกแล้ว เส้นทางทองคำอีกทางหนึ่งซึ่งน่าจะมาจาก
2.การค้านานาชาติที่เฟื่องฟูอย่างมาก โดยอยุธยามีสินค้าส่งออกจำพวกของป่า ไมกฤษณา งาช้าง หนังกวาง ข้าว ปลาแห้ง โลหะพวกตะกั่ว ดีบุก ขณะเดียวกันอยุธยายังทำตัวเป็นตลาดกลางซื้อขายสินค้าประจวบกับประชากรอยุธยาหนาแน่นจึงได้กลายเป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญในภูมิภาคอุษาคเนย์มีสินค้าหลายชนิด รวมทั้งทองคำ โดยมีหลักฐานว่าจีน ญี่ปุ่น อินเดีย และเปอร์เชียเป็นแหล่งส่งออกทองคำเข้ามาขายในกรุงศรีอยุธยา นอกจากนี้ราชอาณาจักรอยุธยายังมีโอกาสได้ทองคำเข้าท้องพระคลังจาก
3.เครื่องราชบรรณาการของประเทศราช ซึ่งต้องส่งต้นไม้เงิน ต้นไม้ทองมาให้ เพื่อยืนยันถึงความจงรักภักดีด้วย มีหลักฐานปรากฏในกฎมณเฑียรบาลรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถระบุว่ากษัตริย์ที่ถวาย “ดอกไม้ทอง เงิน” ให้ผู้ครองกรุงศรีอยุธยามีมากถึง 20 เมืองด้วยกัน นอกจากนั้นยังมีธรรมเนียมว่า พ่อค้าต่างชาติที่ได้เดินทางเข้ามาค้าขายยังกรุงศรีอยุธยาจำเป็นจะต้องมีเครื่องบรรณาการ เป็นซูวีเนียร์ (SOUVENIR) ติดมือมามอบให้พระมหากษัตริย์ เจ้านายคนสำคัญและขุนนางผู้มีอำนาจในลักษณะของฝากด้วย การหลั่งไหลเข้ามาของทองจำนวนมากมายเหล่านี้ย่อมต้องมีช่างทองฝีมือสูงนำไปรังสรรค์ให้เป็นงานศิลปกรรมประณีตวิจิตรบรรจง จนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วว่าช่างทองของสยามในสมัยอยุธยานั้นมีฝีมือยอดเยี่ยมที่สุดและดีกว่าเครื่องทองที่ทำให้ประเทศฝรั่งเศสเสียอีก ไม่ว่าจะเป็นงานทองในเครื่องใช้สอยทั่วไป เครื่องประดับเครื่องยศ หรือเครื่องบรรณาการ


สอบถามเพิ่มเติม 0 932 780 999
ชนก หล้านามวงศ์

Date : 07-12-2016 07:56:55



Counter :13602 [Start : 26/April/2007]