พระชินราชใบเสมา พิมพ์กลาง
พระชินราชใบเสมา แตกกรุออกมาเมื่อประมาณปี 2440 เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสเมืองพิษณุโลก ได้มีประชาชนที่ขุดค้นพบนำมาทูลเกล้าฯถวาย

พระองค์ทรงนำแจกจ่ายข้าราชบริพารที่ตามเสด็จถ้วนหน้า นอกจากนี้ ยังพบที่กรุอื่นด้วย คือ กรุเขาสมอแคลง กรุพรหมพิราม และกรุเขาพนมรุ้ง แต่ที่แพงและเป็นที่แสวงหาที่สุดเป็น พระชินราชใบเสมา กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.พิษณุโลก

พุทธลักษณะของพระชินราชใบเสมานั้น เป็นพระที่สร้างแบบศิลปะอู่ทองยุคต้น เป็นพระพิมพ์ครึ่งซีกเพียงหน้าเดียว ด้านหน้าเป็นรูปองค์พระพุทธปฏิมากร นั่งปางมารวิชัย ประทับนั่งบนอาสนะ องค์พระอยู่ภายในซุ้มเรือนแก้ว ด้านหลังจะปรากฏเป็นลายผ้า ขุดพบจากกรุภายในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

พระที่ค้นพบมีด้วยหลายพิมพ์ คือ พิมพ์ใหญ่ฐานสูง พิมพ์ใหญ่ฐานเตี้ย พิมพ์กลางฐานสูง พิมพ์กลางฐานเตี้ย พิมพ์เล็กฐานสูง และพิมพ์เล็กฐานเตี้ยส่วนเนื้อหาขององค์พระที่พบมีพระเนื้อชิน เนื้อสำริด เนื้อดิน เนื้อชินเขียว

พุทธคุณของพระชินราชใบเสมา มีพุทธคุณเป็นเลิศทางด้านเมตตามหานิยม โชคลาภ ค้าขาย ร่ำรวย แคล้วคลาด ปลอดภัย มหาอุด มีพลังมหาอำนาจ แก่ผู้ครอบครอง ผู้ที่บูชาจะได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งเป็นใหญ่เป็นโต และคงกระพันชาตรีเป็นเยี่ยม เรียกได้ว่า พุทธคุณครอบจักรวาล ครบเครื่องทุกด้าน จึงเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ผู้นำหน่วยงาน ผู้นำองค์กร ผู้นำเหล่าทัพ นายทหารนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่

ดังนั้นจึงถูกจัดให้อยู่ในทำเนียบพระชุดเบญจภาคี ยอดขุนพล และได้รับการขนานนาม ว่า พระยอดขุนพล แห่งเมืองสองแคว

ตามพงศาวดารระบุว่าเมื่อ พ.ศ.1900 สมัยกรุงสุโขทัย ในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 หรือพญาลิไท กษัตริย์องค์ที่ 4 ในพระราชวงศ์พระร่วง สมัยกรุงสุโขทัย โปรดให้สร้างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร วันพฤหัสบดี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ปีเถาะ จุลศักราช 717 ราว พ.ศ.1898 ได้มงคลฤกษ์ ในประกอบพิธีเททองหล่อพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์

เมื่อเททองหล่อเสร็จแล้วได้แกะแม่พิมพ์ออก ปรากฏว่า พระพุทธชินสีห์ และ พระศรีศาสดา องค์พระสมบูรณ์ ส่วนพระพุทธชินราช ได้หล่อถึง 3 ครั้งก็ไม่สำเร็จเป็นองค์พระได้ กล่าวคือทองที่หล่อไม่ติดเต็มองค์ ครั้งสุดท้ายได้เททองหล่ออีกครั้งเมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเส็ง จุลศักราช 719 หรือ พ.ศ.1900 จึงสำเร็จบริบูรณ์

ในพิธีหล่อพระครั้งนั้น พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก ได้ทรงตั้งสัตยาธิษฐาน เสี่ยงเอาบุญบารมีของพระองค์เป็นที่ตั้ง ดังนั้นจึงร้อนถึงอาสน์พระอินทร์ จึงแปลงตนเป็น ตาปะขาว ลงมาช่วยทำรูปพระ คุมพิมพ์ปั้นเบ้า ด้วยอานุภาพพระอินทร์ ทองที่หล่อองค์พระสมบูรณ์ทุกประการ พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกทรงปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง จึงตรัสให้หาตาปะขาวผู้นั้น แต่ตาปะขาวได้หายตัวไปแล้ว หมู่บ้านและวัดที่ตาปะขาวหายไปนั้น ต่อมาได้ชื่อว่า บ้านตาปะขาวหาย และ วัดตาปะขาวหาย จนถึงทุกวันนี้

จากวัดตาปะขาวหายขึ้นไปทางทิศเหนือประมาณ 800 เมตรได้ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับการหายตัวไปของตาปะขาวเล่ากันว่ามีผู้พบเห็นว่า ท้องฟ้าเปิดเป็นช่องขึ้นไป ชาวบ้านเห็นเป็นที่อัศจรรย์ จึงได้สร้างศาลาขึ้นไว้ เป็นที่ระลึก เรียกว่าศาลาช่อฟ้า

ในช่วงเวลาที่มีการสร้างพระพุทธชินราช ได้มีการสร้างพระเครื่องบรรจุกรุไว้ในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเพื่อสืบทอดพุทธศาสนา พระเครื่องที่สร้างนั้นมีพุทธลักษณะเหมือนกับพระพุทธชินราชองค์ใหญ่ที่เป็นพระประธาน ชาวบ้านจึงนำพระนามของท่านมาตั้งเป็นชื่อของพระเครื่องที่ขุดพบจากวัดนี้ด้วย และเนื่องจากองค์พระมีสัณฐานเหมือนกับ ใบเสมา ที่ปรากฏตามรอบอุโบสถตามวัด จึงมีนามเรียกขานพระเครื่องพิมพ์นี้ว่า พระชินราชใบเสมา

Writer :Mr.Chanok, Date : 04-02-2018 11:23:26



Counter :13872 [Start : 26/April/2007]