รัก วัตถุถนอมพระ
รัก

รักที่ปรากฏในพระเครื่องไม่ว่าจะเป็นการลงรักบนองค์สมเด็จของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี)คำว่า “รักน้ำเกลี้ยง”หรือพระปิดตาเนื้อผงคลุกรักของเกจิอาจารย์หลายๆท่านอีกทั้งความแตกต่างของ “รักจีน” กับ “รักไทย”จึงมาเล่าสู่กันฟังเรื่อง “รัก”เพื่อเป็นแนวทางการศึกษาและความกังขาของทุกท่าน
รักจีนเป็นรักเก่าสีออกน้ำตาลอมแดง ถ้าเป็นรักไทยสีจะดำเข้ม จึงสรุปกันว่าพระที่มีรักจีนเป็นพระเก่าซึ่งก็ถูกแต่ถ้าจะให้ลึกซึ้งต้องทำความเข้าใจเรื่อง “รัก”และความสัมพันธ์กับพระเครื่องด้วย
เมื่อพูดถึง “รัก”แทบทุกคนจะนึกถึง “ต้นรัก”ที่มีดอกสีม่วงสีขาว และมียางสีขาวซึ่งความจริงแล้วเป็นรักคนละตระกูลกันไม่สามารถกรีดยางมาทำ “รักดิบ”ได้ ต้นรักที่นำมาใช้ในวงการพระเครื่อง ตลอดจนการทำเครื่องเขิน ลงรักปิดทอง งานจิตกรรม-สถาปัตยกรรม เป็นรักที่อยู่ในตระกูลANCARDIACEAEในประเทศไทยทางเหนือเรียกว่า “รักหลวง”ชาวกระเหรี่ยงเรียก “ซู”เป็นไม้ขนาดใหญ่กิ่งก้านแน่นหนา(ให้นึกถึงต้นยางแถบภาคใต้)ใบใหญ่คล้ายใบมะม่วงออกดอกเป็นพุ่ม มีดอกเล็กๆคล้ายดอกต้นสัก อายุที่จะให้ยางรักได้จะต้องมากกว่า10ปี
ส่วนรักต่างประเทศ ที่มีคุณภาพและเป็นที่มาของการพิจารณาพระที่มี “รัก” ได้แก่ “รักจีน” และ “รักญี่ปุ่น”ซึ่งมีการเพาะปลูกจนเป็นอุตสาหกรรมส่งออกมาตั้งแต่สมัยโบราณเมืองไทยซื้อรักจากจีนมาจนกระทั่งสิ้นสุดราชวงศ์เช็ง (ราว พ.ศ.2454)รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนจึงงดส่งออกรักมาพบรักจีนอีกครั้งเมื่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯทรงเป็นองค์ประธานการบูรณะวัดพระศรีรัตนศาสดารามหรือวัดพระแก้ว ในคราวฉลองกรุง 200 ปีด้วย พระอัจฉริยะและการเจริญสัมพันธไมตรีจึงได้รักจีนมารช่วยในงานตกแต่งบูรณะสถาปัตยกรรมในวัดพระแก้วนอกจากรักจีนและรักญี่ปุ่นแล้วยังมี
รักเวียตนาม และรักไต้หวัน แต่คุณภาพสู้รักจีนและรักญี่ปุ่นไม่ได้ความนิยมใกล้เคียงกับรักไทย รักพม่า รักลาว และรักกัมพูชา ซึ่งเป็นรักสายเดียวกัน
กรรมวิธีการให้ได้มาซึ่ง “ยางรัก” หรือ “รักดิบ”นั้นก็จะคล้ายกับการ “กรีดยาง”ของภาคใต้ยางรักที่ได้จากต้นรักจะมีคุณสมบัติคือยางรักที่กรีดใหม่ๆจะมีสีขาวเหลืองคล้ายน้ำนมเมื่อถูกแดดและอากาศจะเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้นเรื่อยๆสามารถกันน้ำได้เมื่อแห้งตัวจะแข็งเป็นเงามันงดงามกว่าการเคลือบทางวิทยาศาสตร์ทุกชนิดคนโบราณนิยมเก็บไว้ในไหหรือตุ่มเพื่อจะคงความเหลวไม่จับตัวเป็นก้อนความไม่บริสุทธิ์ของยางรักจะเกิดจากฝุ่นละออง เปลือกไม้ น้ำฝน สนิมของภาชนะที่เก็บหรือมีการปลอมปนซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพของ “รัก”โดยตรง
ลักษณะที่น่าสังเกตของยางรักแต่ละชนิด มีดังนี้
-รักจีนเมื่อกรีดใหม่ๆจะออกสีขาวอมเทาคล้ายน้ำนมเมื่อทิ้งไว้จะออกสีน้ำตาลอมแดงเป็นรักที่มีคุณภาพที่สุด
-รักญี่ปุ่น ลักษณะคล้ายรักจีนแต่สีเข้มกว่าเล็กน้อยได้รับความนิยมสูง
-รักเวียตนามจะคล้ายรักไทยเมื่อแห้งจะเปราะบางและมีสีดำ
-รักไทย รักพม่า และรักกัมพูชาเมื่อปล่อยไว้ให้แห้งจะมีสีดำสนิทคุณภาพสู้รักจีนและรักญี่ปุ่นไม่ได้ข้อแตกต่างอีกประการหนี่งคือแห้งตัวช้ากว่ารัก
จีนและรักญี่ปุ่นและจะมีสีดำสนิทกว่ารักเวียตนาม



Writer :Mr.Chanok, Date : 02-02-2010 07:02:54


รักกับพระเครื่อง

โบราณาจารย์และพุทธศาสนิกชนในอดีตได้อาศัยรักในการจัดสร้างพระเครื่อง เครื่องรางของขลังเพราะรักมีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถรักษาเนื้อพระและสภาพองค์พระให้สมบูรณ์ตามเดิมแม้เวลาจะล่วงเลยไปหลายร้อยปีส่วนการสร้างพระปิดตาที่เรียกว่า “เนื้อผงคลุกรัก” น่าจะหมายถึงการสร้างพระเนื้อผงตามแบบโบราณแล้วนำรากต้นรักซ้อน , กาฝากรัก , ดอกรัก , ยางต้นรักอันเป็นไม้มงคลนามผสมผสานกันโดยมียางรักเป็นตัวประสานเฉกเช่นคณาจารย์บางท่านใช้น้ำมันตังอิ๊วบางท่านใช้น้ำอ้อยเป็นต้น
ส่วนคำว่า “จุ่มรัก” นั้นหมายถึงการนำพระทั้งองค์จุ่มลงไปในรักดิบหรือยางรักแล้วผึ่งให้แห้งเพื่อรักษาเนื้อหามวลสารขององค์พระเอาไว้เช่นตำนานการสร้างพระปิดตาหลวงพ่อแก้ว “วัดเครือวัลย์”ที่จุ่มรักหรือชุบรักเพื่อมิให้ผู้ใดขูดผงบนองค์พระนำไปทำเสน่ห์เล่ห์กลผิดลูกผิดเมียผู้อื่นและนอกจากนี้การจุ่มรักเมื่อผึ่งองค์พระให้แห้งหมาดๆเมื่อนำทองคำเปลวมาติดเป็นพุทธบูชาจะสามารถติดได้แน่นสนิทสวยสดงดงามเป็นอันมาก
แต่การจุ่มรักหรือชุบรักนั้นแม้เป็นการรักษาเนื้อพระที่คนโบราณมักจะใช้แช่ทำน้ำมนต์บ้างหรือฝนกินตลอดจนอมไว้ในปาก น้ำรักมักจะบดบังพุทธศิลปะแห่งองค์พระไปจึงมีผู้คิดวิธีทำ “รักน้ำเกลี้ยง” คือเป็นรักที่เกิดจากยางรักเช่นกันหากแต่มีสีขาวใสเหมือนทาแชลแล็คเคลือบไว้สามารถแลเห็นพุทธศิลปะขององค์พระเช่นเดิม โดยสูตรการทำรักน้ำเกลี้ยง(มีหลายสูตร)นั้นท่านอาจารย์ให้นำรักดิบซึ่งเพิ่งกรีดใหม่ๆผสมกับรักดิบเก่าในอัตราส่วนประมาณ 5ต่อ1 แล้วนำน้ำมันจากถั่วเหลืองครึ่งส่วนผสมกันตั้งไฟเคี่ยวจนร้อนจัดกลางแดดแล้วกวนประมาณ 4-5 ชั่วโมงแล้วจึงช้อนน้ำรักที่ลอยอยู่ที่ผิวบนด้วยกระบวยไม้ไผ่เก็บไว้ในภาชนะที่ไม่เกิดปฏิกิริยาทางเคมีเช่นตุ่ม,ไห,โอ่งก็จะได้รักน้ำเกลี้ยง(หากไม่ใช้น้ำมันถั่วเหลืองให้ใช้ยางสนแทน)

การพิจารณาความแท้ขององค์พระจาก “รัก”

เป็นที่น่าแปลกใจที่ “พระแท้” เท่าที่พบโดยเฉพาะพระเครื่อง พระปิดตา และเครื่องรางประเภทตะกรุด,ลูกอมของเกจิอาจารย์ผู้โด่งดังสามารถวิสัชนากันได้โดยยึดหลักการดู “รัก”เป็นส่วนใหญ่จากความพยายามค้นคว้ามานั้น พบว่า พระคณาจารย์ตั้งแต่ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงเทพทวาราวดีศรีรัตนโกสินทร์ส่วนใหญ่ที่สร้างพระเครื่องและของขลังพากันใช้ “รักจีน” เป็นหลัก เมื่อดูจากบริบททางประวัติศาสตร์ก็จะพบว่าในระยะนั้นไทย เวียตนาม ลาวกัมพูชามิได้เพาะปลูกต้นรักผลิตยางรักเป็นอุตสาหกรรมส่งออกนอกประเทศแต่เป็นการผลิตชนิดที่เรียกว่า “ของป่า”อาศัยเก็บเกี่ยวยางรักที่ขึ้นอยู่เองตามธรรมชาติใช้กันภายในอีกทั้งคุณภาพตลอดจนปริมาณที่ได้ก็ไม่เพียงพอที่จะส่งออกจะเห็นว่าไทยกับจีนมีสัมพันธภาพที่ดีทางการค้ามาเป็นเวลายาวนานช่วงกลางกรุงศรีอยุธยาลงมาจนถึงรัตนโกสินทร์ไทยรับเอาอิทธิพลทางด้านการเคลือบจากจีนอย่างเด่นชัดนับตั้งแต่การสร้างแหล่งเตาเผาชามสังคโลกบริเวณแม่น้ำน้อย จ.สิงห์บุรี สมัยสมเด็จพระนครินทราชาการติดต่อสั่งทำถ้วยชามเบญจรงค์อาทิชามเจ้าตากสมัยกรุงธนบุรี การนิยมศิลปะจีนในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3เรื่อยมาจนถึงรัชกาลที่5 จุดที่น่าสังเกตุคือบรรดาคณาจารย์ที่ใช้ “รักจีน”นั้นล้วนแต่เป็นผู้เกี่ยวข้องเป็นอาจารย์ของบรมวงศานุวงศ์หรือชนชั้นสูงในระยะนั้นแทบทั้งสิ้นเช่น เจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี),หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง,หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่าเป็นต้น


Date : 02-02-2010 07:02:54


ดังนั้นการจำแนก “รักจีน”จึงกลายเป็นสิ่งสำคัญในการพิจารณาเพราะคุณสมบัติของ “รักจีน”แตกต่างจาก “รักไทย”ดังนี้
-รักจีนมีสีน้ำตาลอมแดง ส่วนรักไทยสีดำสนิทวิธีการให้ใช้กล้องส่องดูส่วนที่เจือจางที่สุดของน้ำรักบนองค์พระจะเห็นความแตกต่างได้ชัดเจน
-เนื้อรักไทยจะแห้งตัวสม่ำเสมอ ไม่หดตัวเป็นริ้วคลื่น อันส่งผลให้เมื่อล้างรักออกไม่เกิดการแตกลายงาเหมือนรักจีนหากแห้งจะแข็งเป็นแผ่นหนาใหญ่
และแห้งช้ากว่ารักประเภทอื่น ดังนั้นจึงมักพบฝุ่นละออง หรือเศษผงปะปนอยู่กับเนื้อรัก
-รักจีนมีคุณสมบัติพิเศษคือ แห้งเร็วดังนั้นจะพบพระเครื่องบางองค์ “จุ่มรัก”หลายครั้งซึ่งหากเป็นรักไทยจะไม่พบการจุ่มเป็นชั้นๆ
-เนื้อของรักจีนจะมีความเหนียวละเอียดกว่ารักไทย
-รักจีนจะละลายตัวในเมทิลแอลกอฮอล์เร็วกว่ารักไทยมาก

รักจีนจะมีอายุคงทนยาวนานมาก จากหลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดค้นพบจะเห็นเครื่องโต๊ะ และเครื่องราชกกุธภัณฑ์หลายประเภทของจีนมีอายุนับพันปี ใช้ยางรักชุบทาเคลือบไว้ส่วนรักอื่นๆนั้นมีอายุไม่ยาวนานเท่ารักจีนมักจะเกิดการบวมและปริร่อนเป็นแผ่นใหญ่โดยรักไทยจะปริจากภายนอกเข้าหาภายในส่วนรักจีนหากเกิดการปริไม่ว่าจะโดยอายุหรือการใช้สารเคมีจะปริจากภายในออกสู่ภายนอกในกรณีตรวจสอบรักจีนเก่าจะพบว่าไม่ดูดซึมน้ำหากเป็นรักอื่นน้ำจะค่อยๆซึมลงตามรอยปริเล็กๆ
ในสมัยโบราณ รัก เป็นสิ่งจำเป็นในงานประณีตศิลป และมัณฑณศิลป และแน่นอน รักมีความสำคัญในวงการพระพิมพ์เครื่องรางมาช้านาน การที่เราเรียนรู้เรื่องรักก็จะย่อมที่จะทำให้การพิจารณาพระพิมพ์เครื่องรางต่างๆมีความถูกต้องมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม การพิจารณาพระพิมพ์เครื่องรางต่างๆประกอบด้วยศาสตร์และศิลป มิใช่เรียนรู้เพียงอย่างเดียวแล้วจะทำการตัดสินได้ถูกต้อง ยังต้องใช้เวลาเพื่อสั่งสมประสพการณ์อีกด้วย
ทำไม รัก จึงได้ถูกนำมาใช้งาน ก็เนื่องมาจากคุณลักษณะที่เป็นยางเหนียว มีคุณสมบัติที่สามารถยึดเกาะพื้นผิว หรือเคลือบผิวได้ดี ทำให้ผิวที่ถูกทาหรือเคลือบ เป็นผิวมันวาวภายหลังรักแห้งสนิท มีความคงทนต่อสภาพต่างๆได้ดี นอกจากนี้ รักยังสามารถผสมวัสดุต่างๆเพื่อเปลี่ยนคุณสมบัติได้อีกด้วย เช่นทำหน้าที่เป็นวัสดุที่ใช่เชื่อมวัสดุอื่นๆเพื่อการตกแต่งเช่นมุก กระจกสี เปลือกหอย และยังสามารถนำมาใช้ในงานปั้นเพื่อการตกแต่ง ผสมให้เป็นสีต่างๆเพื่อให้เป็นรักสี ฯลฯ
รัก เป็นชื่อยางไม้ชนิดหนึ่งซึ่งได้มาจากต้นรัก (ต้นไม้ยืนต้นชนิดหนึ่ง ซึ่งก็ยังมีหลายสายพันธุ์และคุณสมบัติของรัก ก็ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์อีกด้วย) การนำยางรักมาใช้ทำได้โดยการกรีดต้นยางด้วยมีดให้เป็นแนวยาว ยางรักก็จะไหลลงมาในภาชนะที่ได้รองไว้ คล้ายกับการกรีดยางพาราทั่วไป รักที่ได้มานี้เรียกว่ารักดิบ รักดิบจะมีลักษณะเป็นของเหลวสีขาว เมื่อทิ้งไว้ก็จะมีสีเข้มขึ้นจนกลายเป็นสีน้ำตาลไหม้ ก่อนจะนำมาใช้ต้องทำการกรองเอาสิ่งเจือปนทั้งหลายออกและจะต้องขับน้ำที่มีอยู่ในน้ำรักออกตามสมควรเพราะมิฉะนั้นคุณสมบัติการเกาะยึดของรักกับวัสดุต่างๆจะลดลงไป รักที่ได้ผ่านการกรองและได้รับการขับน้ำเรียบร้อยแล้วเป็นน้ำยางรักบริสุทธิ์จึงถูกเรียกว่า รักน้ำเกลี้ยง รักน้ำเกลี้ยงนี้เองเป็นวัสดุพื้นฐานในการประกอบงานเครื่องรักชนิดต่างๆเช่น ผสมสมุก ถมพื้น ทาผิว
รักน้ำเกลี้ยงที่ผสมกับสมุก (วัสดุที่มีลักษณะเป็นผงหรือเป็นฝุ่นเช่นผงถ่านหรือขี้เถ้าต่างๆ) จะถูกเรียกว่ารักสมุก รักสมุกจะมีลักษณะเป็นของเหลวค่อนข้างข้น ใช้สำหรับงานอุดแนวทางลงพื้นและถมพื้น สมุกที่ใช้ผสมก็จะให้คุณสมบัติที่ต่างกันในแต่ละวัสดุที่นำมาใช้เช่นสมุกถ่านใบตองแห้งป่น(บางทีเรียกสมุกดิบ)เมื่อนำมาผสมรักน้ำเกลี้ยงจะมีคุณสมบัติที่เอาไว้ใช้ในงานยาร่อง อุดรู ยาแนว เราจะเรียกรักประเภทนี้ว่ารักเกลี่ย
รักน้ำเกลี้ยงที่นำมาเคี่ยวเพื่อให้น้ำระเหยออกมากที่สุดจะเรียกว่ารักเช็ด รักเช็ดนี้จะมีลักษณะข้นและเหนียวจัดมีประโยชน์สำหรับทาหรือเช็ดบนพื้นผิวต่างๆก่อนทำการปิดทอง หรือชักเงาผิวหน้างานเครื่องรัก
รักน้ำเกลี้ยงที่ผ่านกรรมวิธีสกัดให้สีอ่อนจางและมีความโปร่งใสกว่ารักน้ำเกลี้ยงเพื่อที่จะมาทำเป็นรักสีจะเรียกว่ารักใส เนื่องจากน้ำรักที่ผลิตได้ในประเทศไทยจะมีสีคล้ำขึ้นจนเป็นสีน้ำตาลเข้มเมื่อเวลาผ่านไปจึงทำให้ต้องนำรักใสที่มีคุณภาพดีมีการเปลี่ยนแปลงของสีน้อย จึงต้องมีการนำเข้ามาจากประเทศจีนและญี่ปุ่น หลังจากนั้นจึงนำมาผสมกับสารที่ทำให้เกิดสี เช่น ผสมกับชาดจอแสเพื่อให้รักออกสีแดงซึ่งเราจะเห็นรักประเภทนี้ได้บ่อยในการลงรักของพระพิมพ์เครื่องรางมาตั้งแต่โบราณ
รัก นอกจากจะมีประโยชน์ดังที่กล่าวมาแล้ว รัก ยังมีประโยชน์อื่นๆอีกมากมายเช่นเป็นตัวประสานในการสร้างพระเครื่องประเภทผงคลุกรักอีกด้วย ในการพิจารณาพระพิมพ์เครื่องรางในบางครั้ง การพิจารณารัก ก็สามารถบ่งบอกได้ถึงความแท้-เทียม ถิ่นการสร้าง ตลอดจนอายุการสร้างได้ด้วย หากแต่ว่าการพิจารณานั้นต้องอาศัยประสพการณ์และการได้เห็นของแท้บ่อยๆนั่นเอง



Date : 02-02-2010 07:02:54


ภาพของพระสมเด็จ บางขุนพรหม ที่ผ่านการลงรักปิดทอง



หลักเกณฑ์การพิจารณารัก
มีนักเล่นเครื่องรางหน้าใหม่จำนวนไม่น้อย ตั้งคำถามกับผู้เขียนว่า “เครื่องรางเล่นยากไหม” สำหรับผู้เขียนเองนั้นตอบได้ทันทีว่าไม่ยาก ถ้าเรามีหลักเกณฑ์การพิจารณาที่แน่นอน แต่กว่าที่ผู้เขียนจะตอบคำถามนี้ได้ก็ใช้เวลาพอสมควร หลักเกณฑ์แรกที่ผู้เล่นหน้าใหม่ จะต้องทำความเข้าใจ เมื่อหันมาเล่นเครื่องรางสิ่งนั้นคือ “รัก” เพราะรักจะเป็นตัวแยกของจริง กับของเสริม หรือทำเลียนแบบออกจากกันได้
หลักการพิจารณารักเก่า ถ้าจะให้บรรยายก็ยากพอสมควรครับ เพราะการที่จะพิจารณารักเก่าได้นั้น การเห็นรักในแบบต่างๆ เห็นบ่อยๆ และเห็นจากของจริงจึงจะสามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้นครับ เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะครับ เรามารู้จักรักกันก่อน รักเป็นยางไม้ชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นพืชตระกูลเดียวกับต้นยาง เป็นไม้ยืนต้น
ขนานใหญ่ แต่ไม่ใช่ต้นรักที่นำมาร้อยพวงมาลัยนะครับ ต้นรักนี้จะขึ้นหรือเจริญงอกงามดีในอากาศที่มีความเย็น และพบต้นรักเหล่านี้ได้ทางตอนเหนือของประเทศ และในประเทศจีน
หลักการนำมาใช้ก็เช่นเดียวกับต้นยางคือ นำเอายางที่ได้จากลำต้นและกิ่งก้านมาใช้ เมื่อได้ยางจากต้นรักมาแล้วก็จะนำเอามาใช้ทาลงบนไม้ ภาชนะ พระเครื่อง พระบูชา หรือแม้กระทั่งเครื่องรางประเภทตะกรุด โดยสามารถพิจารณาได้จากเครื่องเขินตู้ไม้เก็บคัมภีร์ หรือเก็บบทสวดมนต์ ตลอดจนพระเครื่อง
พระบูชาที่แกะสลักจากไม้ พบมากทางภาคเหนือ เนื่องจากหาต้นรักได้ง่าย ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความคงทนถาวร และยังเป็นการรักษาสภาพของวัตถุที่นำรักไปทาหรือชุบไว้ รักถ้ายังไม่ได้ผสมอย่างอื่นลงไปก็จะมีสีเหมือนยางไม้ทั่ว ๆ ไป สีออกใส ๆ อมน้ำตาล ซึ่งเราเรียกรักชนิดนี้ว่า รักน้ำเกลี้ยง ส่วนรักประเภท
ที่ 2 นี้ เป็นรักนำเข้ามาจากประเทศจีน นำเข้ามาเป็นแท่งยางวรรณะออกแดง ส่วนจะหาอะไรมาเป็นตัวทำละลาย หรือส่วนผสมในเนื้อยางนั้น ก็ได้แต่คาดเดากันไป ซึ่งนั่นก็ไม่ได้เป็นสาระ รักประเภทที่2 นี้ เรียกว่า รักแดง ส่วนรักประเภทที่ 3 นี้ ได้จากต้นรักที่ขึ้นอยู่ทางภาคเหนือของไทย เนื้อยางที่ได้
จะออกสีดำ จะเรียกรักชนิดนี้ว่า รักดำ หรือรักล้านนา ซึ่งรักทั้งสามประเภทนี้ จะต้องแยกแยะออกจากกันให้ได้ เพราะธรรมชาติของรักทั้ง 3 ประเภทจะคล้าย แต่ไม่เหมือนกัน เมื่อเรารู้แล้วว่ารักทำมาจากอะไร ก็คงง่ายขึ้นในการพิจารณา โดยธรรมชาติของยางไม้นั้น จะมีความเหนียวหนืด และใช้เวลาในการแห้ง (เซ็ทตัว) นานมาก และเมื่อแห้งดีแล้ว จะเกาะยึดติดกับสิ่งของที่เราทาลงไปได้ดี และมีความคงทน
รักเมื่อทาลงไปใหม่ๆ ผิวของรักจะดูขุ่นๆ ด้านๆ แต่เมื่อรักแห้งตัวดีแล้ว ผิวจะมี ความมัน และยิ่งเก่าเท่าไรก็จะยิ่งดูมัน และใสมากขึ้นเท่านั้น (แต่ถ้าพิจารณาด้วยกล้องจะพบว่า มีความแห้ง ย่น และหดตัว ทั้งนี้การแห้งจะแห้ง และหดตัวแนบลงบนผิว หาใช่แห้งลอยๆ อยู่โดยไม่มีการหดตัว) ดังนั้นรักที่เราเห็นว่าเก่าหรือใหม่ก็ต้องดูจากการแห้ง และหดตัวของรักเป็นสำคัญ และการแตกตัวของรักเก่านั้น จะแตกกะเทาะแบบกระเบื้องเคลือบ ขอบของรอยแตกจะไม่เผยร่อนแบบดินแตกตามท้องนา รักเก่าขอบรอยกะเทาะจะแนบสนิทกับผิวของพระ หรือเครื่องราง แต่ถ้าเห็นรอยแตกของรักเผยอร่อนขอบม้วนออกก็แสดงว่า เกิดจากการเร่งปฏิกิริยาบังคับให้รักแห้ง หรือการอบรักให้แห้ง เพื่อเป็นการตบตา ในสมัยนี้หาน้ำรักแดงแท้ๆ ยาก ถ้าหาได้ก็ทำให้แห้งได้ยากมาก ทั้งนี้เนื่องจากต้นรักถูกล้มมาทำถ่านหมดแล้ว ส่วนมากเขาจะใช้รักเทียมที่ทำมาจากกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบ (ปิโตรเลียม) เอาทินเนอร์ล้างก็ละลายออกมาแล้ว แต่ถ้าเป็นรักแท้ ๆ ถูกทินเนอร์ก็ไม่เป็นอะไรครับ
ในปัจจุบันจะมีการทำรักแดงขึ้นมา ฝีมือค่อนข้างจะใช้ได้ทีเดียว แต่ขอกระซิบไว้เบาๆ ว่า ลองดูที่ผิวและการหดตัวของรักดี ๆ เพราะเล่นเป็นแท้กันก็เยอะแล้วและอีกหนึ่งที่เราต้องนำมาพิจารณานั่นก็คือ กลิ่น กลิ่นจะมีผลต่อการพิจารณารักเก่าเป็นอย่างมาก รักเก่าที่เกิดจากธรรมชาติ เมื่อผ่านวันเวลามานานๆ จะไม่มีกลิ่น แต่ถ้าเป็นการลงรักใหม่ กลิ่นอันเกิดจากรักใหม่ที่ยังเซ็ทตัวไม่ดี (ยังไม่แห้ง) จะยังคงมีกลิ่นอ่อนๆ ของรักอยู่ แต่ทั้งนี้จะต้องแยกกลิ่นของต้องแยกกลิ่นของรัก กับกลิ่นของสิ่งแวดล้อมที่พระเครื่อง หรือเครื่องรางนั้นๆ ตั้งอยู่ให้ออกทั้งนี้จะต้องทราบว่าของเก่าแทบจะทุกชนิด โดยเฉพาะไม้แกะ หรือตะกรุดประเภทต่างๆ จะดูดกลิ่นรอบข้างเข้ามาสะสมไว้ในตัวเอง แต่ถ้านำมาผึ่งแดด หรือผึ่งลมกลิ่นนั้นก็จะหายไป ต้องแยกกลิ่นรักเก่ากับรักใหม่ให้ออกนะครับ
ในกรณีถ้าเป็นตะกรุด เชือกจะมีส่วนสำคัญในการเข้ามามีบทบาทช่วยให้การพิจารณาง่ายขึ้น นั่นเพราะเชือกจะมีส่วนในการช่วยให้เราสามารถพิจารณา เครื่องราง ประเภทที่มีการถักเชือกลงรักได้ง่ายขึ้น ที่กล่าวอย่างนี้ก็เพราะว่าเชือกที่ใช้ถักตะกรุดนั้น จะมีหลักให้พิจารณาตายตัวเลย นั่นก็คือเชือกที่ใช้ถักจะเป็นเชือกป่าน หรือเชือกที่ใช้ถักกระสอบ แต่เป็นเบอร์เล็กกว่า (ย้ำเชือกป่านเพียงอย่างเดียวที่ใช้ถักตะกรุด) ทั้งนี้พอจะอธิบายได้ดังนี้คือ เชือกป่านที่ใช้ในบ้านเราสมัยก่อน มี 2 แบบ คือ แบบแรกไว้ใช้ถักกระสอบ แบบที่สองจะเป็นเชือกป่านเหมือนกัน แต่จะมีขนาด และเส้นผ่าศูนย์เล็กกว่ามาก มีเอาไว้ใช้ถักงานจักสานเล็กๆ ทั้งนี้เชือกป่านแบบที่ 2 นี้ได้นำเข้ามาจากประเทศจีน และในปัจจุบันนี้ไม่ได้มีการนำเข้ามาในประเทศไทย
แล้ว เนื่องจากหาวัสดุอื่น ๆ แทนในงานจักรสานได้แล้ว ฉะนั้นจุดตายในการดูเชือกที่ถักตะกรุด ก็คงไม่ต้องอธิบายมาก
การจะฝึกพิจารณารักเก่าให้ได้คุณภาพ จะต้องพยายามหาพระเก่า หรือเครื่องรางเก่าที่มีการลงรักไว้มาหัดพิจารณา หรืออะไรก็ได้ที่เป็นของเก่าที่มีการลงรักไว้ มาพิจารณาเปรียบเทียบดูหลายๆ อย่าง และเปรียบเทียบกับของใหม่ดูก็จะพอเข้าใจได้เองครับ


ขอบพระคุณข้อมูล จาก คุณ วุฒิชัย ระยองครับ

Date : 02-02-2010 07:02:54



Counter :14708 [Start : 26/April/2007]