ละว้า หนึ่งชาติพันธ์ที่กำลังจะสูญหาย
ละว้าอาศัยอยู่ใน 9 จังหวัด 21 อำเภอ 71 หมู่บ้าน จำนวนหลังคาเรือน 3,322 หลังคาเรือน ประชากรรวม 17,637 คน (ทำเนียบชุมชนฯ 2540, น.50) ชนชาติละว้า อยู่ในเขต พื้นที่ 6 ประเทศ คือ จีน พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา และไทย (บุญช่วย 2506, น.138) ในพงศาวดารเก่า ๆ เล่าว่า มีลวรัฐ (ลพบุรี) ก่อนขอมเข้ามามีอำนาจ สมัยพระนาง จามเทวี เคยทำสงครามกับพวกละว้า ปฐมพงศาวดารเมืองเงิน ยางเชียงแสน กล่าวว่ามีพวกละว้าอยู่บริเวณดอยตุง และตำนานพระธาตุภาคเหนือ กล่าวถึงชนชาติละว้าก่อนชนชาติไทย และ ขอม พงศาวดารเชียงตุง เขียนว่าคนทั้ง หลายออกมาจากน้ำเต้าใบเดียวกัน ละว้า ออกมาเป็นพวกแรก กะเหรี่ยงออกมาเป็นพวกที่สอง ต่อมาเป็นคนไทย (บุญช่วย 2506, น.138-139) อาณาจักรของพวกละว้า คือบริเวณแหลมสุวรรณภูมิ และเขตมณฑลยูนนานตอนใต้ เมื่อถูกขอม เขมร ไทย ลาว จาม และ เวียดนามรุกรานก็พากันแตกพ่ายไปอยู่ตามป่าเขาห่างไกล (บุญช่วย 2506, น.141) ละว้านั้นเป็นชนกลุ่มดั้งเดิมที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในอาณาจักรล้านนามาก่อนการตั้งเมืองเชียงใหม่ อาณาจักรละว้า ถึงกาลล่มสลายประมาณปี พ.ศ. 1200 ในสมัยของขุนหลวงวิลังคะ ผู้นำคนสุดท้ายของชาวละว้า ปัจจุบันพบละว้า ในจังหวัด คือ ลำปาง อุทัยธานี สุพรรณบุรี เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน และแม่ฮ่องสอนหมู่บ้าน ละว้าที่ใหญ่ที่สุด อยู่ที่ ี่บ้านบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ในตำนานเสาหลักเมืองเชียงใหม่ เล่าว่า เดิมบริเวณเมืองเชียงใหม่ เป็นที่อยู่ของพวกละว้าหรือละว้า นับถือ ปีศาจ เมื่อเจ็บป่วยหรือมีีเหตุการณ์อย่างไร ก็เซ่นบูชาผีต่าง ๆ ด้วยไก่ สุกร โค กระบือเสมอ แต่พวกนี้เป็นคนมีสัจจะ พญาอินตา หรือ พระอินทร์ ชอบพระทัยพวก ละว้าด้วยเหตุ เป็นคน ซื่อ จึงทรง พระราชทานรางวัลด้วยการเนรมิตรบ่อทองคำ บ่อเงิน บ่อเพชรบ่อพลอยให้แต่พวกนี้ไม่ทราบว่าจะเอาไปใช้ ประโยชน์อย่างไร



Writer :Mr.Chanok, Date : 03-04-2010 08:38:51


นอกจากเอาเงินมาถลุง เป็นเครื่องประดับกาย และหุ้มกล้องยาสูบเท่านั้น (บุญช่วย 2506, น.155-156) การตั้งถิ่น ฐานของละว้า เป็นการตั้งถาวร บ้านยกพื้นสูง มุงหลังคาด้วย หญ้า มีระเบียง และห้อง 1 ห้องใต้ถุนบ้านใช้เป็นที่เลี้ยง สัตว์ ยุ้งข้าวแยกอยู่ต่างหาก (Lebar and others 1964, p.120) ชานหน้าบ้านสำหรับใช้นั่งปั่นฝ้ายกรอด้าย ทอผ้าภายในห้องมีเตาไฟ สุมไฟไว้ตลอดเวลา ใช้เสื่อไม้ปูนอน หมอนทำด้วยท่อนไม้ ไม่นิยมนอนบนที่นอนครอบครัว ของพวกละว้า หลังแต่งงานผู้ชายจะนำภรรยามาอยู่บ้านของตน จนกระทั่งลูกชายคนต่อไปแต่งงานก็แยกไป ปลูกเรือน เป็นของตัวเองต่างหาก (Lebar and others 1964, p.120) บางแห่งเช่นที่บ้านช่างหม้อ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน หลังแต่งงานผู้ชายต้องมาอยู่บ้านผู้หญิง ผู้ชายมีโอกาสนำภรรยากลับไปบ้านบิดามารดาของตน ได้ ก็ต่อเมื่อมีบุตรด้วยกัน (บุญช่วย 2506, น.186) ถ้าผู้หญิงไปอยู่บ้านฝ่ายชายต้องไปนับถือผีทางฝ่ายชาย

พวกละว้านับถือผีกันมาก คือผีละมาง แบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ ผีละมางอยู่กับบ้านเรือน และผีละมางบิดามารดา ซึ่งถึงแก่กรรม ไปแล้ว ผีละมางอยู่กับบ้าน ถือเป็นผีเรือน คอยคุ้มครองรักษาป้องกันภัยให้แก่สมาชิกในครอบครัว ส่วนผีละมาง ดวงวิญญาณบิดามารดา เรียกว่า ผีละมางพ่อแม่ การเซ่นผีนี้ เมื่อมีคนภายในบ้านไม่สบาย ผีอื่น ๆ ได้แก่ ผีหลวง พวกละว้าจะ สร้างเรือนประทับผีหลวงไว้ต่างหาก มีไม้แกะสลักสูงราว 12 ฟุต ขนาบด้วยเสาไม้สูง 2 เมตร ในเรือนมีกลองหนึ่งใบ สำหรับตีเพื่อเรียกผีหลวงมารับเครื่องเซ่นและตีเวลาเกิดโรคภัยร้ายแรง(บุญช่วย 2506, น.177-178) แต่อย่างไรก็ตามพวกละว้ายังมีการนับถือศาสนาพุทธด้วย

ระบบเศรษฐกิจของพวกละว้า คือการทำนา ปลูกข้าว ยาสูบ พริก ฝ้าย เลี้ยงโค กระบือ หมู ไก่ สานเสื่อ กระบุง ย่าม ทอผ้า ทำเครื่องเงิน กำไลแขน กล้องยาสูบ ตีเหล็ก เป็นต้น ก่อนเผาต้นไม้ทำไร่ พวกละว้าต้องเซ่นผีป่า ผีไร่ เครื่องเซ่น ได้แก่ หมู ไก่ สุนัข สุรา และเบี้ย เมื่อเซ่นผีแล้วจะนำอาหารมารับประทานจดหมด (บุญช่วย 2506, น.181)




Date : 03-04-2010 08:38:51

การแต่งกายของพวกละว้า ผู้หญิงสวมเสื้อสีดำมีขลิบผ้าสีแดงที่ปลายแขน นุ่งผ้าสั้นทรงกระบอกสีดำลายแดง สวมเสื้อสีขาวทั้งชายและหญิงนิยมเจาะหู ให้เป็นรูโตเอาใบลาน หรือแผ่นทองเหลืองม้วนกลมยัดใส่ไว้ เอาด้ายทำเป็นพู่ห้อยลงมาผู้หญิงประดับคอด้วยสร้อยลูกปัดลูกเดือยหิน สวมกำไลข้อมือเงินขดเป็นเกลียวหญิง ชาวละว้านิยมใช้กล้องยาสูบ เป็นเครื่องประดับและมวยผมประดับปิ่นและขนเม่นที่ศรีษะ ผู้ชายมีมีดเหน็บเอว(บุญช่วย 2506, น.171)ชาวละว้าถือสายตระกูลทางฝ่ายชายในครอบครัวที่มีทั้งผู้หญิง และผู้ชาย ชาวละว้าจะนับเฉพาะผู้ชายที่ ี่เป็นพี่น้อง นับผู้หญิงเป็นแค่ญาติ เท่านั้น ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วจะต้องถือผีตามสายตระกูลของฝ่ายชายและต้องเปลี่ยนการเรียกสถานภาพ ตามอย่างสามีของตน



Date : 03-04-2010 08:38:51



Counter :15116 [Start : 26/April/2007]