เมืองโบราณเชียงแสน
ดินแดนล้านนาสั่งสมเวลามายาวนาน จากแผ่นดินสู่อีกแผ่นดินหนึ่ง ก่อนเรื่องราวของอาณาจักรล้านนาจะเริ่มขึ้นมีอาณาจักรยิ่งใหญ่ที่ถือเป็นต้นกำเนิดแห่งอาณาจักรทางตอนเหนือของไทยคือ อาณาจักเชียงแสน พื้นที่ราบริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำโขงถูกกล่าวขวัญผ่านตำนานประวัติศาสตร์เรื่องราวผูกโยงก่อนอาณาจักรล้านนาจะมีตัวตนเสียอีก เพียงแค่การยืนยันจากหลักฐานทางโบราณสถานที่หลงเหลือไม่อาจรองรับความเก่าแก่ระดับตำนานได้ เวียงหนองหล่ม จึงดำดิ่งไปกับตำนานสถาปัตยกรรมโบราณ เล่าความกลับไปไม่มากนัก ทว่าบ่งบอกเรื่องราวเติมเต็มให้กับล้านนาได้มากมาย


Writer :Mr.Chanok, Date : 03-08-2011 07:34:30


เมืองเชียงแสนเป็นเมืองเล็กๆ ในจังหวัดเชียงรายและเป็นหนึ่งในเมืองโบราณเก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ตั้งอยู่เลียบน้ำโขง แม่น้ำสายนานาชาติไหลผ่านประเทศมากกว่า 6 ประเทศ ให้ผู้คนมากมายได้อาศัย ชาวเชียงแสนใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและสงบสุขท่ามกลางโบราณสถานมากมายกระจัดกระจายอยู่ตามจุดต่างๆทั่วทั้งอำเภอ


Date : 03-08-2011 07:34:30

ในพุทธศตวรรษที่ 18-19 นั้นได้มีการกล่าวไว้ในพงสาวดารโยนกว่าได้เกิดชุมชนนครโคมคำ เมืองโยนก นาคนครเชียงแสน และอาณาจักรล้านนาไทยขึ้นบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง แม่น้ำกก แม่น้ำอิง แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม และแม่น้ำน่าน ตั้งแต่สิบสองปันนาลงมา จนถึงเมืองหริภุญชัย(ลำพูน)นั้นได้มีเจ้าครองนครสำคัญคือ พญาสิงหนวัติ พระเจ้าพังคราช พระเจ้าพรหมหมาราช และ พญามังราย (ครองราชย์ที่เมืองเงินยาง เมื่อราว พ.ศ. 1804

พญาสิงหนวัติ ถือว่าเป็นบุคคลสำคัญที่ได้สถาปนาเมืองโยนกนาคพันธุสิงหนวัติขึ้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง ดินแดนที่ราบในเมืองเชียงราย เมื่อ พ. ศ .1117 โดยทำการแย่งชิงที่ดินจากพวกขอมดำ หรือ กล๋อม ที่มีอิทธิพลอยู่ในแถบนั้น ทำให้ต้องพากันหนีไปตั้งหลักแหล่งอยู่ทางใต้ บริเวณถ้ำอุโมงค์เสรานครครั้งนั้นพญาสิงหนวัติ ได้รวบรวมเอาพวกมิลักขุหรือ คนป่าคนดอยเข้ามาอยู่ในอำนาจของเมืองโยกนาคนครทำให้มีอาณาเขตทิศเหนือติดเมืองน่าน ทิศใต้จรดปากน้ำโพ ทิศตะวันออกจรดแม้น้ำดำ ในตังเกี๋ย ทิศตะวันตกจรดแม่น้ำสาละวินโดยมีเมืองสำคัญคือ เมืองไชยปราการ บริเวณแม่น้ำฝาง และแม่น้ำกก ดินแดนทางใต้สุด คือเมืองกำแพงเพชร

อาณาจักรโยนกนาคนครแห่งนี้มีพระเจ้าแผ่นดินหลายพระองค์ เช่น พญาพังคราช พระเจ้าพรมหมราช พระเจ้าไชยสิริ ต่อมาในสมัยพระเจ้ามหาชัยชนะ พ.ศ.1552 อาณาจักร โยกนกนาคนคร ได้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน เนื่องมาจากพนังกั้นน้ำ หรือเขื่อนเหนือน้ำพังทลายลง ทำให้ที่ตั้งของเมืองกลายเป็นแหล่งน้ำใหญ่ (เข้าใจเป็นบริเวณที่เรียกว่า เวียงหนองหล่ม ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากทะเลสาบ เชียงแสนและบริเวณแม่น้ำกก ต่อกับแม่น้ำโขงใกล้วัดพระธาตุผาเงา) จนเป็นเหตุให้บรรดาราชวงค์กษัตริย์ และขุนนางของโยนกนาคนครเสียชีวิตด้วยเหตุน้ำท่วมเมืองทั้งหมดส่วนชาวบ้านที่รอดชีวิตได้ประชุมปรึกษากันเลือกตั้งคนกลุ่มหนึ่งมิใช่เชื้อสายราชวงค์ขึ้นดูแลพวกตน เรียกว่า ขุนแต่งเมืองจึงเป็นเหตุของชื่อ "เวียงปรึกษา" ขึ้น อีก 98 ปี อาณาจักร โยนกนาคนครจึงสิ้นสุดลง

ต่อมา พญามังราย ผู้สืบเชื้อสายมาจากผู้เมืองเงินยางเมืองเชียงแสน ได้ทรงทำการรวบรวมอาณาจักรล้านนาไทยที่กระจัดกระจายให้เป็นปึกแผ่นขึ้นมาใหม่และทำการสร้างเมืองเชียงรายขึ้นเมื่อ พ.ศ.1805 ครั้งนั้นพระองค์ทรงยกทัพเข้ายึดอาณาหริภุญชัยจากพวกมอญเชื้อสายของพระนางจามเทวี ได้ใน พ.ศ. 1835 แล้วทำการตั้งอาณาจักรใหม่ขึ้น เรียกว่า อาณาจักรล้านนา โดยระยะแรกมี เวียงกุมกาม เป็นราชธานี แต่เวียงกุมกามเกิดน้ำท่วมบ่อยครั้ง จนพญามังรายต้องขอคำปรึกษา จากพระสหายคือพญางำเมือง เจ้าผู้ครองนครภูกามยาว (พะเยาแคว้นอิสระ แค้วนเดียวในล้านนาขณะนั้น) และพ่อขุนรามคำแหงมหาราช(กษัตริย์สุโขทัย)เพื่อหาชัยภูมิที่ดีเหมาะแก่การสร้างเมืองจึงพบกับที่ข้างแม่น้ำปิงและได้สร้างเมืองชื่อ "นพบุรีศรีนครพิงเชียงใหม่" หรือตัวเมืองเชียงใหม่ ณ ทุกวันนี้




Date : 03-08-2011 07:34:30


มีตอนหนึ่งจากบันทึกของ Carl Bock กล่าวว่า …ตามที่พื้นดินมีระพุทะรูปสำฤทธิ์กองอยู่เกลื่อนกลาดบางองค์มีขนาดใหญ่โตมาก…ข้าพเจ้าไปดูตามซากพระเจดีย์หลายแห่ง และไปพบพระพุทธรูปแบบประทับนั่งอยู่ใต้เศียรพญานาค 5 หัว ซึ่งขดอยู่รอบองค์พระในเจดีย์องค์หนึ่งในการเข้าไปหาพระพุทธรูปองค์นี้ ข้าพเจ้าแทบสำลัก

เพราะอากาศในองค์พระเจดีย์เหม็นอับจนต้องโผล่ออกมาหายใจข้างนอก ตั้งสองหรือสามครั้ง..ข้าพเจ้าพักอยู่ที่เชียงแสนไม่นานก็กลับไปเชียงรายและไปอยู่ที่บ้านพักของเจ้าราชสีห์อีก เมื่อเจ้าราชสีห์เห็นพระพุทธรูปที่ข้าพเจ้าเอามาก็ห้ามข้าพเจ้าเอาเข้าบ้านหรือในบริเวณบ้าน อ้างว่าจะทำให้ผีป่าเข้าบ้านและสั่งให้นำพระพุทธรูปเอาไปไว้ที่วัดตรงข้ามบ้านและทิ้งไว้ที่นั้นจนกว่าข้าพเจ้าจะกลับ ….เมื่อมาถึงตอนนี้ข้าพเจ้าก็อยากจะกลับเชียงใหม่เหลือเกินจึงไปหาเจ้าหลวง(เชียงราย)เพื่อขอให้ช่วยส่งคน 30 คนไปยังเมืองฝางเพื่อขนข้าวของและพระพุทธรูปที่ข้าพเจ้าสะสมเอาไว้ที่นั่นกลับมา…ผมเข้าใจว่าแต่ก่อนนั้นคนไทยยังเห็นความสำคัญทางประวัติศาสตร์น้อยมากแต่ที่ดูเหมือนหวงนั้นเพราะกลัวเสียมากกว่านี้คงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่เขตซากเมืองเก่าเชียงแสนทุกวันนี้มีบ้านเรือนแทรกอยู่ทุกมุมทุกจุด สถูปโบราณอายุกว่า 1000 ปี อยู่ติดกับบ้านราวกับเป็นส่วนหนึ่งของบ้านนั้น…น่าใจหายจริงๆน่ะครับ

เลยผ่านไปทางที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขเชียงแสนผมมองเห็นวัดร้างเก่าแก่แห่งหนึ่งชื่อ วัดมุงเมือง ภายในวัดมีพระเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสซ้อนกัน 4 ชั้นรองรับฐานปัทม์ย่อมุมมีเรือนธาตุและซุ้มทิศทั้ง 4 ด้านส่วนยอดเป็นองค์ระฆังเจดีย์เล็กๆๆประดับอยู่ที่มุมวัดนี้ไม่ปรากฏการสร้างจากรูปทรงและสถาปัตยกรรมพระพุทธรูปประทับยืนปูนปั้นที่ประดิษฐานในซุ้มทิศพอจะอนุมานได้ว่าคงสร้างขึ้นภายหลังวัดป่าสักเราะมีวิวัฒนาการรูปแบบเพิ่มมากขึ้นคงมีอายุอยู่ราวครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ 20

เดินข้ามฟากถนนตรงข้ามวัดมุงเมืองเข้าสู่ วัดพระบวช ตามตำนานกว่าว่าพระเจ้ากือนา ทรงสร้างขึ้นในปี พ.ศ .1889 เมื่อพระองค์ยังดำรงตำแหน่งรัชทายาทเมืองเชียงแสนอย่างไรก็ดีรูปทรงสถาปัตยกรรมขององค์พระเจดีย์ตามการขุดค้นบูรณะของกรมศิปากร เมื่อปี พ. ศ 2514 พบหลักฐานว่ามีอายุอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 21

กลับสู่กลางซากเมืองเก่าอีกครั้งเพื่อนมัสการพระพุทธรูปที่เคารพของชาวเชียงแสนเป็นอย่างมากพระพุทธรูปที่กล่าวคือ พระเจ้าล้านทอง (พระพุทธรูปปางมารวิชัยสำริด)ในวัดพระเจ้าล้านทอง นี้มีพระเจดย์ฐานสี่เหลี่ยมย่อมุมขนาดใหญ่ มีพระเจดีย์ทรงระฆังแปดเหลี่ยมขนาดเล็กตั้งอยู่ตอนบนเจดีย์องค์นี้คาดว่าสร้างขึ้นภายหลังเพราะขนาดไม่ได้สัดส่วนกับฐาน ตามตำนานกล่าวว่าพระยารัชฎเงินกอง โอรสพระเจ้าโลกราชสร้างขึ้นในปี พ. ศ 2030



Date : 03-08-2011 07:34:30


เช้าอีกวันหนึ่ง…พระอาทิตย์ดวงกลมโผล่ขึ้นน่านฟ้าเราต้องหาวัดที่อยู่ริมแม่น้ำโขงเพื่อถ่ายภาพเจดีย์เก่าตัดกับแสงสีแดงกลมโตของดวงอาทิตย์พระอาทิตย์ก็ขึ้นไป ผมก็เก็บภาพไปด้วย ภาพผู้คน วิถีชีวิต อดีตกับปัจจุบันอยู่ใกล้กันราวกับเป็นสิ่งสิ่งเดียวกันภาพหญิงแก่ถือสลุง(ขันเงิน)ไปวัด ภาพซากวัดซากเมืองเก่าภาพรถราดุดันวิ่งผ่านไป…งานก่อสร้างสมัยใหม่ตึกรามบ้านช่องผุดขึ้นท่ามกลางซากเมืองเก่า..แสงแดดเริ่มแรงมากขึ้นแล้วทักทายผู้คนไต่ถามถึงวัดริมฝั่งโขงผู้ชายท่าทางแข็งแรง(คนแบกผลไม้จากเรือสินค้าจีน)ผมบอกเขาว้าไปวัดผ้าขาวป้านสิ..อยู่ติดกับริมฝั่งโขงเลย

ภายในวัดผ้าขาวป้านมีพระเจดีย์ฐานสูง มีเรือนธาตุและซุ้มทิศประดิษฐานพระพุทธรูปประทับยืนแสดงปางประทานอภัย และพระพุทธรูปปางลีลา ส่วนยอดเจดีย์ทรงกลม ประวัติวัดผ้าขาวป้านตามตำนานกล่าวว่าพญาลาวแก้วมาเมืองโอรสพระลวะจักรราชสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.1304 แต่หลักฐานทางสถาปัตยกรรมคาดว่าองค์พระเจดีย์น่าจามีอายุและการสร้างขึ้นภายหลังพระธาตุจอมกิติและเจดีพระเจ้าล้านทองคือราวพุทธศตวรรษมที่ 21

วัดบนเนินเขา และวิวเมืองเชียงแสนเขตปันแดนธรรมชาติแม่น้ำโขง
วัดในเชียงแสนที่อยู่บนเนิน ก็เห็นจะมีอยู่ 2 วัด ที่มีชัยภูมิดีคือ วัดพระธาตุจอมกิติ กับ วัดพระธาตุผาเงา

วัดพระธาตุผาเงา อยู่ทาวทิศใต้ของเมืองตรงบริเวณพระธาตุผาเงาด้านบนเป็นจุดชมวิวริมโขงอย่างชัดเจนและกว้างไกลมากหากท่านที่ต้องการภาพลำน้ำโขงโดยมีแผ่นดินทั้ง 3 ชาติด้วยแล้วนั้นไม่น่าพลาดที่นี่ทีเดียวเพราะสวยงามมากฝั่งไทยมองออกไปมีป่าไม้บางๆปนอยู่กับบ้านเรือน แม่น้ำกก แม่น้ำคำ และยอดดอยเชียงรายฝั่งลาวมองเห็นผืนป่า(ต้นงิ้วป่าขึ้นอย่างแน่นหนา)อุดมสมบูรณ์ คนลาวเค้ารักธรรมชาติมากกว่าบ้านเราเสียอีกฝั่งพม่าอยู่ไกลลิบไปทางตะ วันตก หากขึ้นมาในวันที่สภาพอากาศไม่เป็นใจคงไม่เห็นส่วนแม่น้ำโขงทอดสายยาวไหลเชียวดุดันสีของสายน้ำขุ่นคล้ายเป็นสีโอวัลติน สานน้ำโขงทรงพลังทำหน้าที่เป็นปราการธรรมชาติกั้นแนวเขตระดับชาติได้เป็นอย่างดีช่วงหน้าแล้งอย่างนี้น้ำโขงบางจุดเผยทรายกลางน้ำกว้างๆบางครั้งก็นึกสนุกอยากไปวิ่งเล่นดูสักครั้งเหมือนกัน

วัดพระธาตุจอมกิติ วิวจากดอยจอมกิตอนี้มองไม่เห็นเมืองเชียงแสนได้กว้างไกลมากนักเท่ากับดอยวัดพระธาตุผาเงาเพราะทางด้านซ้ายติดป่าส่วนแม่น้ำโขงก็มองเห็นไกลออกไปตามตำนานกล่าวว่าพระเจ้าพังคราชกษัตริย์แห่งราชวงค์โยนกองค์ที่ 24 และพระเจ้าพรหมมหาราช ราชโอรส ทรงสร้างขึ้นราว พ. ศ .1483 เพื่อบรรจุเอาพระบรมสารีริกธาตุ 11 องค์จากทั้งหมด 16 องค์ เอาไว้ภายใน(พระบรมสารีริกธาตุส่วนอื่นๆๆก็กระจัดกระจายตามองค์เจดีย์พระธาตุอื่นๆในจังหวัดเชียงราย เช่น พระธาตุดอยจอมทอง จอมจ้อ จอมสัก จอมแว่ จอมแจ้ง และพระธาตุดอยตุง เป็นต้น)



Date : 03-08-2011 07:34:30


อันที่จริงแล้วซากอดีตเชียงแสนนี้ทีอยู่มากมายหลายจุดตามทุ่งนา ไร่สวน หรือบนภู บนดอย ก็มีอยู่กระจัดกระจายไปหมด หากจะกล่าวถึงทั้งหมดนั้นคงเป็นไปไม่ได้ด้วยความจำกัดในรูปเล่มของไกด์บุ๊ค วัดสำคัญๆต่างๆที่อยู่ในเขตเวียงเก่าที่ไม่ได้กล่าวถึงก็มีวัดพระเจ้าล้านตื้อ วัดร้อยข้อ วัดมหาธาตุ วัดเสาเคียน วัดสังฆาแก้วดอกทัน(ดอกตันในภาษาเหนือหมายถึงต้นดอกพุทรา) วัดสวัสดี และจุดเล็ก จุดน้อยอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน
คำว่ามรดกนั้นสูงค่าเพียงใด ขึ้นอยู่กับเรามองเห็นค่าของมันเท่านั้น เชียงแสนวันนี้ ยังรุดหน้าไปตามกระแสโลก ลูกหลานยังคงค่านิยมสมัยใหม่เพียงใด มรดกโลกก็ลดค่าลงเท่านั้น


Date : 03-08-2011 07:34:30

ข้อมูลค่าเดินทาง
๑. ค่ารถสองแถวจากแม่จัน – ทางขึ้นดอยตุง ๑๕ บาท (ลืมบอกไว้)
๒. ค่ารถสองแถวจากเชียงของ – หาดบ้าย ๓๐ บาท
๓. ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน ๑๐ บาท
๔. ค่าเข้าชมวัดป่าสัก ๑๐ บาท
๖. ค่ารถจากท่ารถเมืองเชียงราย – ทางแยกเข้าวัดร่องขุ่น ๑๐ บาท
๗. ค่ารถสองแถวจากท่ารถเมืองเชียงราย – แยกเด่นห้า (พิพิธภัณฑ์อูบคำ) ๒๐ บาท
๘. ค่ารถสองแถวจากแยกเด่นห้า – วัดงำเมือง ๒๐ บาท
๙. ค่ารถถีบจากวัดพระแก้ว – วัดสิงห์ ๑๐ บาท
๑๐. ค่ารถถีบจากวัดสิงห์ – วัดกลางเวียง ๑๐ บาท
๑๑. ค่ารถถีบจากวัดกลางเวียง – หาดเชียงราย ๑๐๐ บาท (ไม่ได้กำหนดราคา แต่ให้เอง)
๑๒. ค่ารถสองแถวจากทางแยกเข้าหาดเชียงราย – ท่ารถเมืองเชียงราย ๒๐ บาท
๑๓. ค่ารถตุ๊กตุ๊กจากเชียงรายไนท์บาร์ซาร์ (แถว ๆ ท่ารถเมืองเชียงราย) – สนามบิน ๑๐๐ บาท (คนขับบอกว่าปกติคิดที่ ๑๒๐ บาท)
๑๔. ค่ารถสองแถวจากท่ารถเมืองเชียงราย – สนามบิน ได้รับการเสนอราคาที่ ๑๕๐ บาท
๑๕. ค่าเหมารถสองแถวเที่ยวในตัวเมืองเชียงราย ประมาณ ๒ ชั่วโมง ได้รับการเสนอราคาที่ ๓๐๐ บาท
๑๖. ค่ารถจากสนามบินเข้าตัวเมืองเชียงราย ๒๐๐ บาท
๑๗. ค่ารถจากเชียงของ – เชียงราย ๕๔ บาท



Date : 03-08-2011 07:34:30



Counter :15116 [Start : 26/April/2007]