พระราชประเภณี พระศพ พระบรมศพ ตามโบราณราชประเพณี
ประวัติศาสตร์ชาติไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมานั้น พระมหากษัตริย์นอกจากจะทรงเป็นผู้นำในการก่อตั้งพระราชอาณาจักรแล้ว ยังทรงทำนุบำรุงสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมและระเบียบประเพณีต่างๆในการดำรงชีวิตให้เป็นมรดกของชาติสืบทอดมา หลักฐานที่กล่าวถึงการจัดพระราชพิธีพระบรมศพที่เก่าแก่ที่สุดปรากฏอยู่ในหนังสือไตรภูมิกถาหรือไตรภูมิพระร่วง หนังสือวรรณคดีทางพระพุทธศาสนาเล่มแรกของชาติไทย ซึ่งพระมหาธรรมราชาที่ ๑ หรือพญาลิไทแห่งกรุงสุโขทัย ทรงพระราชนิพนธ์ไว้เมื่อปีระกา พุทธศักราช ๑๘๘๘ พรรณนาการจัดการพระศพ พระยามหาจักรพรรดิราชไว้


มาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นไม่ปรากฏหลักฐานการพระศพ เช่นเดียวกับสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง ที่พงศาวดารจะกล่าวเฉพาะลักษณะพระเมรุสำหรับถวายพระเพลิง ไม่ได้กล่าวถึงการจัดพิธีกรรม สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย จดหมายเหตุพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ พรรณนาเฉพาะการถวายพระเพลิง แห่พระบรมอัฐิ และพระอังคาร และงานพระเมรุมาศสมเด็จเจ้าฟ้าสุดาวดี กรมหลวงโยธาเทพ พระราชธิดาสมเด็จพระนารายณ์มหาราชาเท่านั้น


ชาวไทยมีประเพณีเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ตามระบอบเทวนิยม อันสืบเนื่องมาจากคติของพราหมณ์ พระมหากษัตริย์เมื่อเสด็จพระราชสมภพถือเป็นทิพยเทพาวตาร ครั้นวาระสุดท้ายแห่งพระชนมชีพ คำว่าสวรรคต หมายถึง เสด็จไปสู่เทวสถาน ณ เขาพระสุเมรุ อันเป็นที่สถิตแห่งเทวราชา ตามคติความเชื่อในไตรภูมิกถา พิธีที่จัดเกี่ยวกับการพระบรมศพ หรือพระศพ จึงอยู่ในกรอบของราชประเพณีที่มีมาแต่ดั้งเดิม โดยคำนึงถึงการถวายพระเกียรติ เฉกเช่นเมื่อครั้งดำรงพระชนมชีพ มีการบำเพ็ญพระราชกุศลตามหลักพระพุทธศาสนา เชิญพระบรมศพหรือพระศพไปถวายพระเพลิง ณ พระเมรุที่สร้างขึ้นใจกลางพระนคร ราชประเพณีนี้เป็นวัฒนธรรมที่ชาวไทยถือปฏิบัติตลอดมา แต่ปรับเปลี่ยนการจัดพระราชพิธีและการก่อสร้างพระเมรุให้สอดคล้องไปกับสภาวะทางสังคม


สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ได้มีการริเริ่มเปลี่ยนแปลงตัดทอนการจัดพระราชพิธีพระบรมศพลงไปอย่างมากแม้จะคงรักษาธรรมเนียมดั้งเดิมไว้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการกำหนดจัดการพระบรมศพของพระองค์ไว้ก่อนเสด็จสวรรคตหลายประการ เป็นต้นว่าให้สร้างพระเมรุมาศ มีขนาดเล็กเพียงพอแก่การถวายพระเพลิงได้ มิให้สูงถึง ๒ เส้น เช่นก่อน ครั้นสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชบันทึก ตัดทอนการปลูกสร้างพระเมรุมาศและการบำเพ็ญพระราชกุศลของพระองค์ลงอีกหลายประการ งานพระเมรุจึงลดขนาดลงนับแต่นั้นมา


ตามโบราณราชประเพณีเมื่อพระมหากษัตริย์ พระบรมราชินี หรือพระบรมวงศ์ ซึ่งทรงประกอบคุณงามความดีไว้แก่ชาติบ้านเมืองสิ้นพระชนม์ พระมหากษัตริย์ก็จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการบำเพ็ญพระราชกุศลและถวายพระเพลิงตามลำดับเกียรติยศหรือพระอิสริยศักดิ์ พระบรมศพจะบรรจุไว้ในพระโกศทอง อัญเชิญขึ้นประดิษฐานเหนือพระแท่นสุวรรณเบญจดลในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง มีการตกแต่งที่ประดิษฐานพระโกศและกางกั้นด้วยเศวตฉัตรตามพระอิสริยยศ จัดการบำเพ็ญพระราชกุศลทางพระพุทธศาสนาเป็นประจำวันและทุกสัตตมวาร (๗ วัน) ปัณรสมวาร (๑๕ วัน) ปัญญาสมวาร (๕๐ วัน) และสตมวาร (๑๐๐ วัน)



Writer :Mr.Chanok, Date : 17-11-2008 02:30:06


นอกจากนี้ ยังมีการประโคมย่ำยามในงานพระบรมศพ หรือพระศพ ซึ่งเป็นราชประเพณีโบราณ เพื่อเป็นสัญญาณให้ข้าราชการรู้กำหนดเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ การประโคมย่ำยามนี้ใช้เวลามีพระบรมศพ พระศพพระราชวงศ์ ตลอดจนขุนนางผู้ใหญ่ แต่เดิมดนตรีที่ใช้ประโคมย่ำยามมีเฉพาะวงแตรสังข์ และวงปี่ไฉนกลองชนะ โดยกำหนดประโคมย่ำยามทุกสามชั่วโมง คือ เวลา ๐๖.๐๐ น. ๑๒.๐๐ น. ๑๘.๐๐ น. ๒๑.๐๐ น. และ ๒๔.๐๐ น. การประโคมนี้จะทำทุกวันจนครบกำหนดไว้ทุกข์ ๑๐๐ วัน ๒ เดือน ๑ เดือน ๑๕ วัน ๗ วัน ตามพระเกียรติยศ พระบรมศพ หรือพระศพ การประโคมย่ำยามพระบรมศพพระมหากษัตริย์ เครื่องประโคม จะประกอบด้วย มโหระทึก ๒ ปี่ ๒ สังข์ ๑ แตรงอน ๘ เปิง ๑ และกลองชนะ ๒๐ ถ้าเป็นพระศพไม่มีมโหระทึก


การบรรเลงดนตรีไทยในงานพระราชพิธีเป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศของพระมหากษัตริย์และพระบรมราชวงศ์ ประการหนึ่งควบคู่ไปกับการประโคมของงานเครื่องสูง ในงานบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๘ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชประสงค์ให้นำวงปี่พาทย์นางหงส์ของกรมศิลปากร เข้ามาร่วมบรรเลงสลับต่อจากการประโคมย่ำยามของงานเครื่องสูงของสำนักพระราชวัง เครื่องดนตรีประกอบด้วย ปี่ชวา ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก กลองทัด และฉิ่ง


เมื่อถึงกาลอันควรคือสร้างพระเมรุมาศ หรือพระเมรุที่ท้องสนามหลวงเสร็จพร้อมที่จะถวายพระเพลิงได้ ก็อัญเชิญพระบรมศพ หรือพระศพจากพระบรมมหาราชวังไปยังท้องสนามหลวงเพื่อถวายพระเพลิง ณ พระเมรุมาศ ซึ่งสร้างเป็นพิเศษ ดังกล่าวแล้ว เรียกว่า “งานออกพระเมรุ”


Date : 17-11-2008 02:30:06


การเชิญพระบรมศพ พระศพ สู่พระโกศ การบำเพ็ญพระราชกุศล ตลอดจนการสร้างพระเมรุมาศ พระเมรุ ณ ท้องสนามหลวง การเคลื่อนพระบรมศพ พระศพ จากพระบรมมหาราชวังสู่พระเมรุที่ท้องสนามหลวง การตกแต่งพระจิตกาธาน การอัญเชิญพระบรมอัฐิ พระอัฐิ พระสรีรางคารกลับเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง ล้วนมีแบบแผนกำหนดไว้เป็นแนวทางให้ปฏิบัติ


ขั้นตอนพระราชพิธีในแต่ละงานดังกล่าวต้องใช้เวลาตระเตรียมเป็นแรมเดือน นับตั้งแต่การสร้างพระเมรุมาศ หรือพระเมรุ การดูแลและตกแต่งราชรถ ราชยานคานหามสำหรับเชิญพระโกศพระบรมศพ พระศพ พระบรมอัฐิ พระอัฐิ ตลอดทั้งเครื่องประกอบอื่นๆ ในการออกพระเมรุ เช่น พระโกศไม้จันทน์ เครื่องฟืนไม้จันทน์ พระโกศบรรจุพระบรมอัฐิ พระอัฐิ ผอบบรรจุอังคาร หรือพระสรีรางคาร ทั้งนี้ไม่รวมเครื่องสดที่ประดับพระเมรุมาศ และงานแทงหยวกเป็นลวดลายประดับพระจิตกาธาน ซึ่งต้องทำให้แล้วเสร็จก่อนการถวายพระเพลิงเพียงไม่กี่ชั่วโมง นอกจากนั้นยังต้องมีการซ้อมริ้วขบวนในแต่ละจุด แต่ละพิธีการด้วย


คนไทยแต่เดิมยึดถือเรื่องไตรภูมิตามคติทางพระพุทธศาสนา ที่กล่าวถึงจักรวาล ซึ่งมีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางของภูมิทั้งสาม ที่รายล้อมด้วยสรรพสิ่งนานา ตั้งแต่วิมานท้าวจตุโลกบาล เขาสัตตบริภัณฑ์ จึงนำคติดังกล่าวมาเป็นแนวทางประกอบพิธีถวายพระเพลิง เพื่อให้ได้ถึงภพแห่งความดีงาม อันมีแดนอยู่ที่เขาพระสุเมรุนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ สิ่งก่อสร้างในการพระราชพิธีถวายพระเพลิง จึงมีส่วนจำลองให้คล้ายกับดินแดนเขาพระสุเมรุ เช่น การสร้างพระเมรุมาศในสมัยโบราณนับแต่สมัยอยุธยาเป็นต้นมา จะมีรูปสัตว์ป่าหิมพานต์ นานาชนิด บนหลังตั้งสังเค็ดผ้าไตรถวายพระสงฆ์อยู่ในกระบวนอิสริยยศอัญเชิญแห่พระบรมศพสู่พระเมรุมาศ



Date : 17-11-2008 02:30:06


การสร้าง “พระเมรุมาศ” จะมีขนาดและแบบงดงามวิจิตรแตกต่างกันตามยุคสมัย และตามความบันดาลใจของช่างที่มีปรัชญาในการออกแบบว่าเป็นพระเมรุของกษัตริย์ นักรบ หรือฝ่ายสตรี ซึ่งจะประกอบขึ้นเป็นพระเมรุมาศและปริมณฑลโดยยึดคติโบราณที่สืบทอดกันมา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงสันนิษฐานคติการสร้างพระเมรุมาศ หรือพระเมรุว่า ได้ชื่อมาจากการปลูกสร้างปราสาทอันสูงใหญ่ ท่ามกลางปราสาทน้อยที่สร้างขึ้นตามมุมทิศ มีโขลนทวาร (โคปุระ) ชักระเบียงเชื่อมถึงกัน ปักราชวัติเป็นชั้นๆ ลักษณะเหมือนเขาพระสุเมรุตั้งอยู่ท่ามกลางมีเขาสัตตบริภัณฑ์ล้อม จึงเรียกเลียนชื่อว่า “พระเมรุ” ภายหลังเมื่อทำย่อลง แม้ไม่มีอะไรล้อม เหลือแต่ยอดแหลมๆ ก็ยังคงเรียกเมรุด้วย


แผนผังพระเมรุมาศเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส พระเมรุมาศอยู่กลาง แวดล้อมด้วยอาคารรายรอบเป็นปริมณฑล ประดุจโบสถ์หรือวิหารซึ่งมีระเบียงล้อมรอบ คือ ทับเกษตร เป็นที่พัก ซ้างหรือสำส้าง คือมุมคดของทับเกษตร ทั้ง ๔ มุม เป็นที่พระสวดพระอภิธรรม ตรงข้ามพระเมรุมาศจะเป็นพระที่นั่งทรงธรรมสำหรับพระมหากษัตริย์ เสด็จในการถวายพระเพลิง บริเวณองค์พระเมรุมาศจะประดับตกแต่งด้วยราชวัติฉัตรธง เสาดอกไม้พุ่ม สรรพสัตว์ตกแต่งให้ประดุจเขาพระสุเมรุราชในเรื่องไตรภูมิ กล่าวกันว่าในสมัยโบราณพระเมรุมีขนาดสูงใหญ่โอฬารมาก เช่น พระเมรุมาศของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชในสมัยอยุธยา


Date : 17-11-2008 02:30:06


การถวายพระเพลิง หรือ “ออกพระเมรุ” ในสมัยโบราณจะทำเป็นงานใหญ่แล้วแต่กำหนดตั้งแต่ ๓ วัน ๕ วัน ๗ วัน ๙ วัน ถึง ๑๕ วัน สุดแต่สะดวก ซึ่งในปัจจุบันพระราชพิธีจะมีขอบเขต คือ


วันแรก อัญเชิญพระบรมศพออกสู่พระเมรุ ด้วยกระบวนพระราชอิสริยยศขึ้นประดิษฐานบนพระเมรุมาศ
วันที่สอง ถวายพระเพลิงพระบรมศพ จะมีเครื่องประกอบพระราชพิธีและวิธีปฏิบัติเฉลิมพระเกียรติยิ่งใหญ่
วันที่สาม สมโภชพระบรมอัฐิ

เมื่อถวายพระเพลิงแล้วจะประกอบพระราชพิธีสามหาบตามหลักพระพุทธศาสนา แล้วอัญเชิญพระบรมอัฐิ พระอัฐิ ด้วยกระบวนพระราชอิสริยยศ พระอิสริยยศ เข้าสมโภชภายในพระบรมมหาราชวัง พระบรมอัฐิ พระอัฐิ จะบรรจุในพระโกศทองคำ แล้วประดิษฐานไว้บนพระมหาปราสาท จัดให้มีการบำเพ็ญพระราชกุศล ส่วนพระบรมราชสรีรางคาร พระสรีรางคาร จะนำไปประดิษฐานไว้ยังพุทธสถาน พระอารามหลวงตามราชประเพณี




Date : 17-11-2008 02:30:06




Date : 17-11-2008 02:30:06



Counter :15116 [Start : 26/April/2007]