การสักลายของชายไทยโบราณ
ในสมัยก่อนชายไทในภาคพื้นล้านนา เลยไปถึงทางเหนือขึ้นไปเชียงตุง เชียงรุ่ง สิบสองปันนา สัญลักษณ์ของลูกผู้ชายมีอยู่อย่างหนึ่งคือ ?รอยสับหมึก? หรือ รอยสักหมึก รอยหมึกเครื่องหมายของลูกผู้ชายนี้มีมาตั้งแต่สมัยใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด นอกจากสันนิษฐานว่า คงเป็นสมัยเดียวกับการจารึกอักษรแผ่นหลังมนุษย์ใช้เป็นสื่อ แล้วเรียกว่า ?หลังสื่อ? แล้วเพี้ยนมาเป็น ?หนังสือ? จนทุกวันนี้ก็เชื่อกันมาเช่นนั้น
.
สมัยโบราณวัสดุอุปกรณ์ทุกอย่างหายาก การบันทึกเอกสารใช้วิธี ?จาร? ด้วยเหล็กแหลม เช่น ?ก้านกูดปิด? คือ ผักกูดก้านแข็ง ตัดแต่งทางโคนคล้ายปากกาขนนก จุ่มปลายลงในน้ำหมึกที่ทำจากเขม่าที่ผสมกับกาวทำเป็นก้อนแข็ง ใช้ฝนกับน้ำเป็นหมึกดำเหมือนหมึกจีน (เชื่อได้ว่าสืบทอดการทำหมึกลักษณะนี้มาจากจีน) เขียนสมุดข่อยหรือปั๊บสา คล้ายสมุดไทยที่ทำขึ้นจากเยื่อไม้สา ตามวิธีการของล้านนาเป็นแผ่นยาว ผนึกกาวต่อกันแล้วพับเป็นชั้นๆ จึงเรียกว่า ?พับ? ออกเสียงแบบล้านนาว่า ?ปั๊บ?
.
การบันทึกบทความข้อเขียนต่างๆ เช่น ตำนาน จดหมายเหตุ นิยมใช้เขียนลงพับ รวมทั้งพระธรรมเทศนา ชาดกต่างๆ ใช้พับสาเป็น ?ย่าเค้า? คือต้นฉบับคัมภีร์ที่ใช้เป็นแบบในการคัดลอก ครูบานักปราชญ์จะแต่งบทนิพนธ์ในพับสา ถ้ายังไม่เสร็จจะเรียกว่า ?ตัวร่าย? (ตั๋วฮ่าย) เมื่อเสร็จแล้วเก็บเป็นแบบสำหรับ ?จาร? ลงใบลานเป็นพระธรรมใบลานตอนนี้พับสาที่เป็นตั๋วฮ่ายนั้นจะเรียกว่า ?ย่าเก๊า? จะถูกเก็บรักษาไว้ใน ?หีดธรรม? (หีบธรรม) ขนาดเล็ก ซึ่งครูบาหรือตุ๊ลุงจะหวงมากถ้าจะเปิดเอาพับสามาใช้เพื่อจาร หรือเขียนธรรมใบลานแต่ละครั้ง
.
การที่คนโบราณต้องไปศึกษาเอาความรู้วิทยาการต่างๆ ยังต่างประเทศ เช่น ที่พม่า อินเดีย ลังกา เป็นต้น การจดบันทึกโดยใช้กระดาษสา คำไหว้พระ คาถา อาคม ยันต์ต่างๆ ชนิดที่อาจารย์ต้นตำรับหวงแหนไม่ยอมให้มีการบันทึก นอกจากจำอย่างเดียว เมื่อเรียนจบแล้วจะนำตำรับตำราออกจากสถาบันนั้นเป็นสิ่งต้องห้าม คนไทคือชนเผ่าไทที่ทั่วไปมักเขียนว่า ?ไต? ใช้วิธีลอบ ?สัก? คาถา ตำรับตำรา ยันต์ต่างๆ ลงบนหลังโดยผู้ที่ร่วมเดินทางไปศึกษาด้วยกัน ช่วยกันสักให้กันและกันทุกคน คนละวิชาสองวิชา
.
แรกๆ เป็นความลับต้องสักลงในที่ลับ คือบนแผ่นหลัง ความลับในการสักเลขยันต์ต่างๆ ลงบนแผ่นหลังนี้ รั่วไหลไปถึงอาจารย์ เจ้าสำนัก ทำให้เกิดความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะศิษย์จากเมืองไทกลุ่มนี้ ละเมิดข้อห้ามโดยลักลอบเอาสิปปวิทยามวลนี้สักใส่หลังพร้อมขอลากลับบ้านกลับเมือง
.
วิธีการเก็บความลับของวิทยาการสิปปคุณต่างๆ ไม่ให้รั่วไหลออกไปจากสถาบันคือต้องกำจัดทุกคนที่จะเดินทางออกจากสำนักนี้ ดังนั้นทางสำนักเรียนจึงจัดคนจำนวนหนึ่งให้ติดตามกลุ่มศิษย์ชาวไทกลุ่มนี้ไป และให้ฆ่าทิ้งเสีย อย่าให้พ้นเขตเมืองไปได้ ซึ่งบรรดาลูกศิษย์ทั้งกลุ่มนั้นรู้ตัวแล้วว่าจะต้องถูกฆ่าทุกคน ต่างก็ปรึกษาหารือกันและเตรียมพร้อมรับมือ เพราะทุกคนต่างก็มีวิชาความรู้ คาถาอาคมที่ได้ร่ำเรียนมา
.
หลังจากกราบลาอาจารย์แล้ว ทุกคนก็ออกเดินทางตั้งแต่ตอนเช้ามืด เพราะระยะทางจากตักกศิลากลับเมืองไท ต้องใช้เวลาร่วมสามเดือน ต้องเดินทางอย่างรีบเร่ง การเดินทางสมัยก่อนต้องผ่านป่าดงข้ามดอย ข้ามห้วย ต้องฝ่าด่านสัตว์ร้ายในป่า และชาวป่าชาวเมืองที่ต้องผ่านอาจจะมีภัยได้ ทุกคนมีอาวุธที่ตนถนัด ได้ฝึกฝนมาอย่างดี มั่นใจว่าจะป้องกันได้ตนเองได้ ฝ่ายติดตามก็ติดตามทันทีที่กลุ่มศิษย์ออกจากสำนัก การเดินทางเป็นไปอย่างเร่งรีบ ฝ่ายตามก็ไม่ลดละ จนที่สุดตามมาทันกันเมื่อเวลาบ่ายคล้อย การต่อสู้อย่างดุเดือดระหว่างฝ่ายศิษย์และผู้ติดตาม ไม่นานมากนักการต่อสู้ก็จบสิ้น โดยฝ่ายติดตามเป็นฝ่ายถูกฆ่าจนเกือบหมด เป็นเหตุให้ฝ่ายตามถอดใจทิ้งเพื่อนที่ตายไว้ พาเพื่อนที่บาดเจ็บหนีกลับไป
.
เหตุที่ฝ่ายตามสู้ไม่ได้ เพราะฝ่ายศิษย์นั้นทุกคนรบเก่ง และมีร่างกายอยู่ยงคงกระพัน ฟันแทงไม่เข้า มีเพียงแต่เสื้อผ้าขาด รอยถูกฟันแทงปรากฏเท่า ?คาแหบ? (ใบคาบาด) เมื่อฝ่ายติดตามพ่ายแพ้และหนีกลับ กลุ่มศิษย์ชาวไท ก็รีบเดินทางต่อจนค่ำจึงหยุดพักแรมคืน เมื่อมีโอกาสได้พูดจากันตอนหยุดพักผู้เป็นหัวหน้าจึงสำรวจสอบถาม และวิเคราะห์สาเหตุที่คนในกลุ่มทุกคนหนังเหนียว คมอาวุธฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ระคายผิว ผลการวิเคราะห์เชื่อได้ว่าเป็นเพราะทุกคนมีรอยสักอักขระและแผงยันต์เต็มหลัง จากการที่ถูกห้ามไม่ให้นำวิชาออกจากสำนัก
.
เมื่อวิชาอาคมต่างๆ ถูกสักลงบนแผ่นหลัง ทำให้เกิดปาฏิหาริย์ความเหนียวแก่ผู้มีรอยสัก แต่ไม่ทนการหักแตกของกระดูกเท่านั้น การสักแผ่นหลังนี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ?ลายสักหนัง? ตัวอักขระที่ใช้เป็น ?สื่อ? เพราะข่าวสารต่างๆ ที่เป็นความลับมักใช้วิธีสักบนแผ่นหลัง เป็นที่มาของคำว่า ?หลังสื่อ? หรือ ?หนังสื่อ? และเพี้ยนมาเป็น ?หนังสือ? ในเวลาต่อมา เรื่องนี้เป็นวิจารณญาณและความเชื่อส่วนบุคคล
.
นี่คือปฐมบทของการสัก ซึ่งได้แพร่หลายไปทั่วพื้นที่เมืองไท คนเผ่าไทนิยมในการสักร่างกาย ไทใหญ่นิยมสักที่ขาทั้งสองข้างทั้งสักขาตันและขาลาย ไทลื้อนิยมสักร่างกายตอนบนและท่อนแขน ส่วนไทยวนสักมันที่พุงจนดำ เลยได้ฉายาว่าพวก ?ลาวพุงดำ?
.
การปลดปล่อยทาส การเกณฑ์ทหาร การแบ่งหมู่เหล่าของทหาร จำเป็นต้องใช้วิธีสักหมึก ข้อความที่ต้องการให้เป็นหลักฐานจะฝังไว้กับผิวหนังไม่มีลบเลือน จดหมายสำคัญในการส่งข่าวความลับ พวกอุปนิขิตที่เรียกว่า ?แนวที่ห้า? ที่สืบราชการลับ อาจต้องใช้วิธีโกนผมบนศีรษะ แล้วสักข้อความลับรอเส้นผมยาวขึ้นมาปกปิด เป็นวิธีหนึ่งที่สายลับสมัยก่อนใช้กัน แต่ต้องเลือกคนที่ผมดก หัวไม่ล้านด้วย
.
สมัยก่อนการสักหมึกเป็นที่นิยมมากเพราะสักแล้วลบไม่ได้ จะติดตัวไปจนชั่วชีวิต ไม่ต้องกลัวตกหล่นสูญหาย ในล้านนาเหนือเขตประเทศไทยปัจจุบัน ถึงเขตที่อยู่ของ ?ชนไท? ทุกเผ่าจะสักหมึกทั้งชายและหญิง แต่รอยสักของสตรีไม่ค่อยปรากฏชัดเหมือนของผู้ชาย ผู้หญิงจะสักข้างแข้ง หน้าแขน ข้อมือ ที่สักข้างแข้งเป็นคาถาป้องกันงูหรือสุนัข สัตว์ป่ากัดทำร้าย เพราะชาวไทสมัยก่อนต้องทำงานหนักเข้าป่าหาฟืน เก็บผักหักไม้เกือบทุกวัน จึงต้องป้องกันด้วยการสักคาถาโดยเฉพาะที่ข้างแข้งดังกล่าว ผู้หญิงมักจะสักด้วยหมึกสีแดง จึงเห็นได้ไม่ชัดเจนเท่าผู้ชายที่สักหมึกดำ
.
ชายชาวล้านนาสมัยที่ผนวกประเทศเข้ากับสยามใหม่ๆ (อายุเกิน ๘๐ ปี) ถ้าได้รับการเกณฑ์ทหารจะมีรอยสักที่แขนเป็นตัวอักษรไทย ม.พ.ย. ๖๖ ทบ.๘๓ บางคนจะมีรูปปืนยาวกับลูกกระสุนเรียงไขว้กันเป็นตับ สอบถามได้ความว่าอักษร ม.พ.ย. ย่อมาจาก ?มณฑลพายัพ? ตัวเลข ๖๖ คือ พ.ศ.๒๔๖๖ อันเป็นรุ่นปีประจำการทหาร และทราบว่าปี ๖๖ นั้น ยังเป็นปีที่รัฐบาลสยามเริ่มใช้ ?ลูกกระสุนปืนเหล็ก? ของทหารเรียกว่า ?ปืนแบบ ๖๖? และ ทบ. ย่อมาจาก ?ทหารบก? ส่วน ๘๓ เป็นรุ่นที่ใช้ในปี พ.ศ.๒๔๘๓ เป็นต้น

แป้หม่าเก่า Ancient Phrae # อนุรักษ์ สืบสาน ตำนาน ประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม วิถีชีวิต เมืองแพร่
https://web.facebook.com/Ancient.Phrae
No History no Future

https://www.facebook.com/groups/733317800451481/permalink/774092949707299/

.
ที่มา : สับน้ำหมึก : ชรินทร์ แจ่มจิตต์ วารสารล้อล้านนา ฉบับที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๓

Writer :Mr.Chanok, Date : 25-06-2021 09:37:38



Counter :15116 [Start : 26/April/2007]