อนุสาวรีย์ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ประวัติ
สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พระมหากษัตริย์ผู้ครองกรุงศรีอยุธยาระหว่าง พ.ศ.2123 - 2198 ส่วนพระราชมารดานั้นเป็นพระราชธิดาในสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ทรงพระราชสมภพวันจันทร์ เดือนยี่ ปีวอก พ.ศ.2175 ทำพระราชพิธี เบญจเพศในเดือนยี่ พ.ศ. 2199 และเหตุที่มีพระนามว่า " นารายณ ์" นั้น มีอ้างไว้ในพระราชพงศาวดารว่า เมื่อพระราชเทวีประสูตินั้น พระญาติวงศ์เหลือบเห็นเป็นสี่กร สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พระราชบิดาจึงพระราชทานนามว่า " พระนารายณ์ราชกุมาร " แต่ในหนังสือ " คำให้การชาวกรุงเก่า " และ " คำให้การของขุนหลวงหาวัด " ว่า เมื่อเพลิงไหม้พระที่นั่งมังคลาภิเษก
สมเด็จพระนารายณ์ยังเป็นพระราชกุมารอยู่ เสด็จขึ้นไปดับเพลิง บรรดาคนทั้งปวงเห็นเป็นสี่กร ครั้นขึ้นเสวยราชสมบัติ ข้าราชการ ทั้งปวงจึงถวายพระนามว่า พระนารายณ์ สมเด็จพระนารายณ์มีพระอนุชาร่วมพระชนกหลายองค์ แต่ต่างพระชนนีกัน คือ เจ้าฟ้าศรีสุวรรณ ซึ่งเรียกกันว่า พระราชกัลยา เมื่อทรงพระเยาว์สมเด็จพระนารายณ์ได้รับการศึกษาจากพระโหราธิบดี และทรงใฝ่พระทัยศึกษาจาก พระอาจารย์พรหม พระพิมลธรรม และจากสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
เมื่อขึ้นเสวยราชย์ พ.ศ.2199 พระนามว่า " สมเด็จพระรามาธิบดี ที่ 3 " เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 27 แห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อวันพฤหัสบดี แรม 2 ค่ำ เดือน 12 จุลศักราช 1018 ปีวอก ตรงกับวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2199 พระชนมายุ 25 พรรษา ประทับเสวยราชย์ ณ กรุงศรีอยุธยา 10 ปี จึงโปรดให้สร้างเมืองลพบุรีขึ้นเป็นราชธานีแห่งที่สอง ในปี พ.ศ. 2209 พระองค์เสด็จประทับที่ลพบุรีปีหนึ่ง ๆ เป็นเวลาถึง 8-9 เดือน พระองค์สวรรคตเมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2231 รวมดำรงราชสมบัตินาน 32 ปี สิริรวมพระชนมายุ 56 พรรษา มี พระราชธิดาพระองค์เดียวคือ กรมหลวงโยธาเทพ

ผลงานและเกียรติคุณ

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์ลำดับที่ 27 ของกรุงศรีอยุธยา ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2199 - พ.ศ. 2231 พระองค์เป็น พระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถยิ่งจนได้รับการเทิดพระเกียรติเป็น " มหาราช " และทรงนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่กรุงศรีอยุธยา เป็นอย่างมากทรงมีพระบรมเดชานุภาพที่ยิ่งใหญ่ ทำสงครามกับอาณาจักรต่างๆ ใกล้เคียงได้รับชัยชนะหลายครั้งมีการเจริญสัมพันธไมตรี กับประเทศต่างๆ อย่างกว้างขวาง เช่น จีน ญี่ปุ่น ฮอลันดา อังกฤษ อิหร่าน ที่สำคัญที่สุดคือได้ส่งทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนัก พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสถึง 4 ครั้ง จนได้รับการเทิดทูนว่าทรงเป็นนักการค้าและนักการทูตที่ ยิ่งใหญ่ นอกจากนั้นยังทรงพระปรีชา ในด้านวรรณกรรมเป็นอย่างยิ่ง โดยทรงพระราชนิพนธ์วรรณคดีไว้หลายเรื่อง เช่น โคลงทศรถสอนพระราม พาลีสอนน้อง ราชสวัสดิ์ สมุทรโฆษคำฉันท์(ตอนกลาง) คำฉันท์กล่อมช้าง(ของเก่า) และพระราชนิพนธ์โคลงโต้ตอบกับศรีปราชญ์ และกวี มีชื่ออื่นๆ ทั้งยังทรงสนับสนุน งานกวีนิพนธ์ให้เฟื่องฟู เช่น สมุทรโฆษคำฉันท์ของพระมหาราชครู โคลงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ของหลวงศรีมโหสถ จินดามณีของพระโหราธิบดีซึ่งนับเป็นตำราเรียนหนังสือไทยเล่มแรก และ อนิรุทธคำฉันท์ ของศรีปราชญ์ กวีเอกแห่งราชสำนัก เป็นต้น จนยุคนี้ได้ชื่อว่ายุคทองของวรรณคดีไทย
การที่พระองค์โปรดให้สร้างเมืองลพบุรีเป็นราชธานีที่สอง และโปรดประทับที่เมืองลพบุรีปีละ 8 - 9 เดือนนั้นเป็นการนำความเจริญ รุ่งเรืองมาสู่เมืองลพบุรี เพราะมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าสู่เมืองลพบุรี อาทิ ระบบประปา หอดูดาว สร้างกำแพงเมือง ประตูเมือง และป้อมปืนเมืองลพบุรีจึงคึกคักมีชีวิตชีวาคลอดรัชกาลของพระองค์ มีการคล้องช้าง มีชาวต่างชาติ คณะทูตเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรี มีบาทหลวงเข้ามาส่องกล้องดูดาว ดูสุริยุปราคา จันทรุปราคา เมื่อพระองค์สวรรคต เมืองลพบุรีก็ถูกทิ้งร้างอยู่ระยะหนึ่ง แต่ยังมีอนุสรณ์สถาน ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ณ เมืองลพบุรี เป็นมรดกตกทอดให้ชาวเมืองลพบุรีได้ภาคภูมิใจ ซึ่งเป็นพระราชานุสาวรีย์ที่เริ่มสร้างเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2502 สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยในปี พ.ศ. 2509 สมัยพลเอกถนอม กิตติขจร(ยศขณะนั้น) เป็นนายกรัฐมนตรี และทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2509 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระองค์ พระบรมราชา- นุสาวรีย์นี้เป็นพระรูปปั้นประทับยืนบนแท่นฐานสี่เหลี่ยม หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ ทรงเครื่องฉลองพระองค์ เต็มยศ สวมพระพิชัยมงกุฎ พระหัตถ์ขวาทรงพระแสงดาบ ที่แท่นฐานมีแผ่นป้ายประดิษฐานคำจารึกว่า
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่ง
ทรงพระราชสมภพ ณ กรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 2175
สวรรคต ณ เมืองลพบุรี เมื่อ พ.ศ. 2231
พระองค์ทรงมีพระบรมราชกฤษดาภินิหารเป็นอย่างยิ่งในรัชสมัยของพระองค์
วรรณคดีและศิลปของไทยได้เจริญถึงขีดสูงสุด
มีสัมพันธไมตรีแผ่ไพศาลเป็นอย่างยิ่ง
ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
ประชาชนชาวไทย

ได้ร่วมกันสร้างและประดิษฐานอนุสาวรีย์นี้ไว้ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2509


Writer :Mr.Chanok, Date : 26-02-2010 05:37:17

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชกับความเป็นต้นสายราชสกุลวงศ์และความผูกพันธุ์ในสายราชสกุลวงศ์สุดลาภา และราชวงศ์

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชกับความเป็นต้นสายราชสกุลวงศ์และความผูกพันธุ์ในสายราชสกุลวงศ์สุดลาภา และราชวงศ์จักรีตอนต้นรัชกาลที่๑
ท่านทรงชอบและโปรดปราณเมืองลพบุรี จึงโปรดให้ทรงสร้างพระราชวังขึ้นที่เมืองลพบุรี(ธรรมดาท่านเป็นคนกรุงศรีอยุธยา) และพระราชวังนี้เป็นพระราชวังชื่อ พระราชวังพระที่นั่งสุทธาสวรรค์ ซึ่งโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อไว้มาพักผ่อนปีละ ๘ -๙ เดือน ซึ่งมีไว้พักผ่อนและมีไว้สำหรับต้อนนรับแขกบ้านต่างเมืองและในการที่สายสกุลย์วงศืสุดลาภานี้ ซึ่งเป็นสายสกุลวงศ์ดั้งเดิมที่ชั้นคุณทวด ซึ่งเป็นชั้นเจ้าเมืองต่างๆในอดีต เช่นเจ้าเมืองพิษณุโลก เจ้าเมืองชัยภูมิฯลฯต่างๆ ก่อนที่หลังอาณาจักรอยุธยาเกิดการเปลี่ยนแปลงมาเป็นราชวงศ์แห่งจักรีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์) ในยุคต้นๆแห่งรัชกาลที่ ๑– รัชกาลที่๓ แต่ทว่าสายสกุลวงศ์ สุดลาภา ยังคงยึดถือและคำนึงถึงบรรพบุรุษที่เป็นพระมหากษัตริย์ในยุคดั้งเดืมแห่งอยุธยา “สายสกุลวงศ์ สุดลาภา นี้จึงเป็นเพียงสายสกุลวงศที่มาจากพระมหากษัตริย์ตั้งแต่พระองค์แรกคือสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ถึงพระองค์สุดท้ายบองค์สุดท้ายของราชวงศอยุธยาจนถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชซึ่งเป็นหนึ่งในต้นสายสกุลวงศ์สุดลาภา และท่านได้มีพระราชโอรสซึ่งสืบเนื่องทาจากสมเด็จพระเจ้าเสือ ที่เกิดจากภรรยาลับๆ ที่ชื่อว่า “ลูกจันทร์” ซึ่งมีเชื้อสายแห่งเจ้าทางหัวเมืองทางภาคอีสาน(ตามคำบอกเล่าของของคุณทวดที่เล่าสืบต่อกันมา) แล้วนำพระเจ้าเสือมาเลี้ยงดูและได้เป็นพระมหากษัตริย์(สืบเนื่องรัชทายาทแผ่นดินอยุธยา ต่อไปอีกจนถึงสมเด็จพระที่นั่งสุยาศน์อัมรินทร์ พระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายซึ่งต่อมาถึงยุคสมัยแห่งราชวงศ์จักรีจนมาถึงยุคสมัยของรัชกาลที่ ๖ซึ่งที่มีการโปรดเกล้า แต่งตั้งให้ประชาชนทั่วไปมีนามสกุลไว้ใช้ซึ่งในที่นี้เราจะเห็นได้ว่า สายสกุลต่างๆที่มีมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่๕ หรือจะเป็นทางเชื้อสายสกุลของสมเด็จพระเจ้าตากสินซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศืบ้านพลูหลวง สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในราชวงศ์อาณาจักรแห่งอยุธยาในรุ่นสุดท้าย ก่อนจะมีการแต่งตั้งราชวงศ์จักรี…ก็ยังมีการแต่งตั้งนามสกุล หรือราชสกุลย้อนหลังรัชกาลที่๖ ได้ นั่นโดยการที่ชั้นลูก หลาน เหลน โหลนช่วยทำการรื้อฟื้นประวัติต่างๆเช่นกัน ในที่นี้เช่นราชสกุล ลำยอง กล้วยไม้ ชมพูนุช เกษมศรี สายสนั่น หัสดิน เป็นต้น

งั้นที่มาในอดีต นั่นก็ย่อมเป็นที่รู้กันว่า เป็นราชสกุลที่ยกตัวอย่างขึ้นมาเพื่อเหตุผลว่าที่ทไมจึงมีนามสกุลไว้ใช้ก่อนรัชกาลที่ ๖ ด้วยหรือ ? (ถ้าไม่ใช่ว่าลูกหลานรำลึกถึงความดีงามแล้วเขียนเล่าขึ้นมา) งั้นสายสกุลวงศ์ สุดลาภา ก็มีมาก่อนราชกาลที่ ๖ ได้เช่นกันฉันท์ใดย่อมเป็นฉันนั้น
เพราะฉะนั้นบุคคลใดที่เป็นเพียงบุคคลธรรมดา สามัญชนก็จะเริ่มใช้นามสกุลครั้งแรกในรัชกาลที่ ๖ ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น(หมายถึงประชาชนทั่วไป) (ที่ไม่ใช่นามสกุลพระราชทานในรัชกาลที่ ๖ (และไม่เกี่ยวข้องกับนามสกุล ณ. อยุธยา ในรัชกาลที่ ๕)
และในความเป็นจริงนั้นพระมหากษัตริย์ในอดีตที่มีความดีความชอบและมีพระปรีชาสามารถ ลูกหลานในชั้นปัจจุบันนี้จึงจัดทำการรำลึกถึงในความดีงามและจัดเรียงลำดับชั้นราชสกุล และจัดทำข้อมูลต่างๆว่าสายสกุลตน มาจากราชสกุลใดบ้าง
เช่น ราชสกุลที่มีมาจากรัชกาลที่ ๑



แต่ในความเป็นจริง ราชสกุลทุกๆสกุลหรือนามสกุลของประชาชนทั่วไปทุกคนที่มีขึ้นมา (ที่ไม่เกี่ยวของกับ ณ. อยุธยา ) ก็มาจากรัชกาลที่ ๖ ทั้งนั้นแหละครับ…..แต่ทำไมสายสกุลวงศ สุดลาภา จึงมีที่มาจากดอีตซึ่งเหมือนราชสกุลของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และก่อนรัชกาลที่ ๖ ละครับ เอ๊ะ หรือว่าเก่าแก่มากเกินเพราะว่ามาจากพระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยา ผู้คนจึงงง!!(เพราะประชาชนงง ! ก็คงจะงงเหมือนราชสกุลที่มีมาก่อนรัชกาลที่๖ เหมือนกันละครับ ! จะได้เลิกสงสัยซะที !
แล้วลองคิดดูหรืออ่านดูว่ามีใครบ้าง ? ที่เก่าแก่ แต่ดันมีสายสกุลที่เล่ามา……นั่นก็ก่อนรัชกาลที่ ๖
ทั้งนั้นไม่ใช่หรือครับ นั่นแหละ ! ..จะได้หายข้องใจ…แล้วก็ไม่ต้องไปปรึกษาใครที่ไหนหรอกนะ…เพราะที่อ่านๆดูเอาเองก็น่าจะเข้าใจเหตุผลกันบ้างแล้ว

และสายสกุลวงศ์สุดลาภา แห่งอาณาจักรอยุธยา และเมืองลูกหลวง ลพบุรี ยังมีสายสกุลที่แยกออกมาจากสายสกุล สุดลาภา นี้ในอดีต เช่นสายสกุล ณ. ป้อมเพ็ชร แห่งอยุธยา ณ.ตำบลป้อมเพ็ชร จังหวัดอยุธยา นั่นก็เป็นสายสกุลที่มาจากสายสกุลสุดลาภา ที่มีมาจากอดีตอีกสายสกุลหนึ่งในอาณาจักรกรุศรีอยุธยาเช่นกัน ครับ

ความผูกพันธุ์ - พระมหากษัตริย์ – ราชวงศ์อยุธยาในอดีต - การสืบเชื้อสายพระราชวงศ์ในอยุธยา – พระสายสกุลวงศ์ในสมัยราชวงศ์อยุธยาและในปลายรัชสมัยกรุงศรีอยุธยาเชื่อมต่อกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น และรัชกาลที่๑


Date : 26-02-2010 05:37:17

ประวัติสายสกุลวงศ์ “ สุดลาภา “ เป็นราชสกุลเก่าแก่ของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (อันที่จริงแล้วสืบเนื่องมาจากสมเด็จพระเจ้าอู่ทองพระมหากษัตริย์อยุธยาลำดำที่ ๑ โดยตรง) (ถึงในปัจจุบัน และจนถึงการนับสืบทอดเรื่อยมาถึงพระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้าย ในราชวงศ์แห่งอาณาจักรอยุธยา) และในเมืองลพบุรีซึ่ง
เป็นเมืองลูกหลวงอยุธยาของสมเด็จพระเจ้าอู่ทองผู้ก่อตั้ง และสมเด็จพระราเมศวรซึ่ง
เป็นโอรสพระองค์แรก คือทรงเป็นเมืองโปรดเป็นเมืองรักเมืองแรกโปรดของพระองค์(จึงถือเป็นที่มาครั้งแรกของคำว่าเมืองลูกหลวง คือเมืองลพบุรีนั่นเอง)และสมเด็จพระเจ้าอู่ทองทรงเสด็จสวรรคต และมีพระชนม์มายุได้๕๕พรรษาและท่านยังทรงเป็นสมเด็จพระศาสนูปถัมภกทางด้านการสืบชื้อพระวงศ์ไทยในอดีต เป็นพระราชบิดาของเจ้าฟ้า นรินทรราชกุมาร หรือ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเจ้า พระมหากษัตริย์ลำดับที่๓๐ของกรุงศรีอยุธยา เป็นราชสกุลทางฝ่ายชาย ส่วนทางฝ่ายหญิงสายสกุลวงศ์ “สุปัญโญ” ซึ่งมีบิดายศเป็นขุน และเจ้าพระยา คือขุนภักดีชุมพล (แล) เป็น “พระยาภักดีชุมพล” เจ้าเมืองคนแรกที่ชัยภูมิ และสายสกุลวงศ์ “สุดลาภา” นี้ ยังมีผู้ดำรงใช้นามสกุลนี้อีกหลายๆท่านใน อำเภอมหาราช. อำเภอ นครหลวง อำเภอ อุทัย และอีกหลายๆอำเภอในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดลพบุรี และต้นสกุลยังเป็นเจ้าหัวเมืองต่างๆทางภาคอีสาน,หัวเมืองมะละกา และ หัวเมืองมาลายู และยังมีข้าราชการผู้ใหญ่และผู้ดำรงตำแหน่งข้าราชการในอดีต และปัจจุบันทางการเมืองอีกหลายท่านที่ยังดำรงใช้ราชสกุลนี้ เพราะส่วนใหญ่พระสายสกุลวงศ์ สุดลาภา มีพระโอรสและบุตรชายจำนวนมาก
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช(เมื่อทรงพระเยาว์ทรงยศเป็นเจ้าฟ้านริน-ทรราชกุมาร) และได้รับตำแหน่งเป็นพระยากลาโหมสุริยวงศ์ หรืออีกพระนามหนึ่งว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๓ หรือสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสรรเพชญ์
เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าปราสาททองกับพระราชเทวี (พระราชธิดาในสมเด็จพระเอกาทศรถ) ประสูติเมื่อวันจันทร์ เดือนยี่ ปีวอก พ.ศ.2175 ทรงเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เมื่อวันพฤหัสบดี แรม 2 ค่ำเดือน 12 ปี วอก พ.ศ. 2199 เมื่อพระชนมายุได้ 25 พรรษา เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๒๘ แห่งกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงโปรดเมืองลพบุรีมาก (เมืองลพบุรีถือเป็นเมืองลูกหลวงของสมเด็จพระเจ้าอู่ทองผู้ก่อตั้ง กับสมเด็จพระราเมศวรซึ่งเป็นโอรสพระองค์แรก คือทรงเป็นเมืองโปรดเป็นเมืองรักมืองแรกโปรดของพระองค์กับลูก จึงเป็นที่มาของคำว่า( “เมืองลูกหลวง”) และในต่อมาสมเด็จพระเจ้าอู่ทองทรงเสด็จสวรรคตซึ่งมีพระชนม์มายุได้ ๕๕พรรษาและซึ่งเมืองนี้ ในต่อมา สมเด็จพระนารายณ์มหาราชผู้ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๓๐ (ซึ่งเป็นพระราชทายาท)ทรงโปรดให้สร้างพระราชวังขึ้นที่เมืองลพบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2209 และเสด็จมาประทับ ที่เมืองลพบุรีปีละ 8-9 เดือน ตลอดรัชกาลอันยาวนานของพระองค์ 32 ปี พระองค์เสด็จสวรรคตที่พระที่นั่งสุทธาสวรรค์ ภายในพระนารายณ์ราชนิเวศน์ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ.2231 ขณะมีพระชนมายุ 56 พรรษา
พระนารายณ์ราชนิเวศน์ เป็นพระราชวังที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงโปรด ให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2209 เดิมเรียกว่า “พระราชวังเมืองลพบุรี” เพื่อใช้เป็นที่ประทับของสมเด็จ พระนารายณ์มหาราช ในคราเสด็จมายังเมืองลพบุรี พระนารายณ์ราชนิเวศน์ มีอาณาเขตพื้นที่ 42 ไร่ ภายในแบ่งออกเป็นเขตพระราชฐานชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นใน มีพระที่นั่งและตึกที่สำคัญ เช่น พระที่นั่งสุทธาสวรรค์ ซึ่งเป็นสถานที่สวรรคตของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท หมู่พระที่นั่งพิมานมงกุฎ พระที่นั่งจันทรพิศาล ตึกเลี้ยงรับแขกเมือง ตึกพระเจ้าเหา ตึกสิบสองท้องพระคลัง เป็นต้นฯ ซึ่งเมื่อหมดสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแล้ว พระราชวังแห่งนี้ก็ถูกทิ้งร้างไป จนกระทั่งสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงบูรณะพระราชวังแห่งนี้ขึ้นอีกครั้ง และพระราชทานนามว่า “พระนารายณ์ราชนิเวศน์” ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสมเด็จพระนารายณ์ และเป็นสถานที่สำหรับจัดงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทุกปีตลอดมา และเริ่มจัดขึ้นครั้งแรก(นับแต่อดีต)เมื่อสมัย นาย เชาวน์วัศ สุดลาภา เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี โดยการลำลึกถึงพระคุณของท่าน คือสมเด็จพระมหากษัตริย์ในอยุธยาและผู้เป็นพระปฐมกษัตริย์และผู้ซึ่งถือโปรดพระองค์เป็นเจ้าเมืองในอดีตและเป็นพระปฐมสกุลอยุธยาของพระองค์และราชสกุลวงศ์ที่มีมาในอาณาจักรอยุธยา)คือพระสายสกุลวงศ์ “สุดลาภา “ที่สืบเนื่องได้มาจากพระมหากษัตริย์อยุธยาโดยตรงถึงเชื่อมต่อกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นและใช้สถานที่ภายใน พระนารายณ์ราชนิเวศน์ ซึ่งเป็นพระราชวังที่สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นสถานที่จัดงานฯ วัตถุประสงค์ของการจัดงานฯ เพื่อเป็นการรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จ พระนารายณ์มหาราช ที่ทรงสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่เมืองลพบุรีนับเอนกอนันต์ โดยรูปแบบการจัดงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จะเป็นการจำลองบรรยากาศย้อนกลับไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีการแสดงมหรสพทางด้านศิลปวัฒนธรรม เช่น การแสดงแสงเสียง งานราตรีวังนารายณ์ การแสดงวิถีชีวิตไทย การประดับตกแต่งโบราณสถานอย่างสวยงาม และกิจกรรมสำคัญที่ถือเป็นภาพลักษณ์ของงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช คือ ชาวลพบุรีพร้อมใจ แต่งไทยทั้งเมือง ซึ่งถือเป็นสิ่งที่แสดงถึงความจงรักภักดีและการแสดงพร้อมใจกันรำลึกถึงพระองค์ คือ สมเด็จพระนารายน์มหาราช
หมายเหตุ*** และสายสกุลวงศ์ “ สุดลาภา “ยังมีชื้อสายพระมหากษัตริย์อีกหลายพระองค์ที่มีเชื้อสายราชสกุลนี้ และมีชื่อเสียงคือ พระเจ้าอู่ทองลำดับที่๑(หรือพระรามาธิบดีที่๑) สมเด็จพระราเมศวรโอรสพระองค์แรกลำดับที่ที่ ๒,๕ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ลำดับที่ ๘ สมเด็จพระเอกาทศรถลำดับที่๒๐ และสมเด็จพระนเรศวรมหาราชลำดับที่๒๑ (ชบ),สมเด็จพระเจ้าปราสาททองลำดับที่ ๒๕ (เป็นต้นสายสกุล “สุดลาภา “ที่สืบเนื่องมาจากสมเด็จพระเจ้าอู่ทองพระมหากษัตริย์พระองค์แรกโดยตรง) สมเด็จเจ้าฟ้าชัยลำดับที่๒๖สมเด็จพระศรสุธรรมราชาลำดับที่๒๗(เป็นพระเชษฐา)และมี(พระอนุชาคือ )เจ้าฟ้าอภัยทศ พระไตรภูวนาทิตยาวงศ์ พระองค์ทอง พระอินทราชัย และลำดับที่ ๒๘ คือสมเด็จพระนารานณ์มหาราช(พระราชโอรสเมืองลูกหลวง ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ ชั้นลูกซึ่งเป็นต้นสายสกุลวงศ์ “สุดลาภา “ที่ตั้งแห่งเมืองลพบุรีในปัจจุบันนี้) และยังมีสมเด็จพระเพทราชาลำดับที่๒๙ พระเจ้าเสือลำดับที่ ๓๐ (เป็นพระโอรสของสมเด็จพระนารายณ์ที่ประสูตรกับภรรยาลับๆที่ไม่เปิดเผย)สมเด็จพระภูมรินทราชาธิราช หรือ ขุนหลวงท้ายสระ ลำดับที่๓๑ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ ลำดับที่๓๒ และ ก็สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร๓๓ และพระองค์สุดท้ายสมเด็จพระที่นั่งสุริยาสน์อัมรินทร์ลำดับที่๓๔ และสืบเนื่องจากสายสกุลวงศ์ ”สุดลาภา”นี้ยังมีสืบทอดทางการปกครองเรื่อยมาจากอดีตทางด้านการเมือง การปกครองและยังมีผู้ดำรงตำแหน่งทางการปกครองต่างๆและในการ(รับราชการ)ทั้งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลพบุรี พิษณุโลก หัวเมืองใกล้เคียง และทางหัวเมืองต่างๆทางภาคอีสาน , หัวเมืองมะละกา, หัวเมืองมาลายู และแตกแขนงออกเป็นสกุลต่างๆอีกหลายราชสกุลทั้งในกรุงอยุธยาและทั้งในราชวงศ์บ้านพลูหลวงซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้นถึงสืบเนื่องถึงในปัจจุบัน

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับอาณาจักรอยุธยาและประเทศสยามจนเป็นที่น่ายกย่องสรรเสริญ
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช หรืออีกพระนามหนึ่งว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๓ หรือสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสรรเพชญ์ เป็นพระราชโอรส ในสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง มีพระเชษฐาคือ สมเด็จเจ้าฟ้าไชย มีพระอนุชาคือ เจ้าฟ้าอภัยทศ พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ พระองค์ทอง และพระอินทราชา
พระองค์ได้ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ เมื่อปี พ.ศ.๒๑๙๙ เมื่อพระชนมายุได้ ๒๕ พรรษา พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ที่ทรงพระปรีชาสามารถมาก ทำให้กรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยของพระองค์ มีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าในทุกด้าน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ
การต่างประเทศ การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม วรรณคดีที่สำคัญหลายเรื่องเกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ จนได้ชื่อว่าเป็นยุคทองของวรรณคดีในสมัยกรุงศรีอยุธยา
ในรัชสมัยของพระองค์ ได้มีชาวตะวันตกเดินทางเข้ามาติดต่อค้าขาย เผยแพร่ศาสนาตลอดจนเข้ารับราชการ ทำให้ชาวตะวันตกยอมรับนับถือกรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างมาก
ในด้านการค้าขาย ได้มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศมากยิ่งกว่าในรัชสมัยอื่น ๆ ทรงปรับปรุงกรมพระคลังสินค้า โปรดเกล้า ฯ ให้ต่อเรือกำปั่นหลวง เพื่อทำการค้ากับต่างประเทศ จึงทำให้กรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางการค้ากับชาวต่างประเทศ และต่อมาเมื่อเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ผู้เป็นชาวกรีกได้ช่วยปรับปรุงงานของกรมพระคลังสินค้าอีก ทำให้การค้าขายกับต่างประเทศเจริญรุ่งเรืองสูงสุด มีพ่อค้าชาวฝรั่งเศสบันทึกไว้ว่า "ในชมพูทวีปไม่มีเมืองใดที่จะแลกเปลี่ยนสินค้ามากเท่ากับในสยาม สินค้าขายได้ดีมากในสยามและการซื้อขายใช้เงินสด สำหรับเมืองท่าของไทยในเวลานั้น มีอยู่หลายเมืองด้วยกัน ได้แก่ มะริด ตะนาวศรี ภูเก็ต ปัตตานี สงขลา นครศรีธรรมราช เพชรบุรี และบางกอก
พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศส ได้ส่งบาทหลวงสามคนเดินทางมากรุงศรีอยุธยา เมื่อทั้งสามคนมาถึงแล้วก็ได้มีใบบอกไปยัง พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ และพระสันตปาปา ซึ่งมีความเห็นตรงกันว่าจะใช้กรุงศรีอยุธยา เป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่คริสตศาสนา พระบาทหลวงได้ตั้งโรงเรียน โรงพยาบาล ฯลฯ สมเด็จพระนารายณ์ทรงเห็นว่า เป็นการนำความเจริญมาให้กรุงศรีอยุธยา พระองค์ได้พระราชทานที่ดินให้สร้างวัดทางคริสตศาสนาด้วย
ในปี พ.ศ.๒๒๒๔ สมเด็จพระนารายณ์ ฯ ทรงจัดคณะทูตนำพระราชสาสน์ไปเจริญทางพระราชไมตรี ณ ประเทศฝรั่งเศส แต่คณะราชทูตสูญหายไประหว่างทาง ต่อมาในปี พ.ศ.๒๒๒๖ พระองค์ได้โปรดเกล้า ฯ ให้จัดคณะทูตเดินทางไปฝรั่งเศสอีกครั้ง เพื่อสอบสวนความเป็นไปของทูตคณะแรก พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ทรงทราบก็เข้าใจว่าสมเด็จพระนารายณ์ ฯ ทรงเลื่อมใสจะเข้ารีต จึงได้จัดคณะราชทูตเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรีกับกรุงศรีอยุธยา โดยมีเชอวาเลียร์ เดอ โชมองต์ เป็นหัวหน้าคณะทูต เมื่อปี พ.ศ.๒๒๒๘ ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์ ฯ ทูลขอให้ทรงเข้ารีต แต่พระองค์ทรงปฏิเสธด้วยพระปรีชาสามารถว่า
"การที่ผู้ใดจะนับถือศาสนาใดนั้น ย่อมแล้วแต่พระผู้เป็นเจ้าบนสวรรค์จะบันดาลให้เป็นไป ถ้าคริสตศาสนาเป็นศาสนาดีจริงแล้ว
และเห็นว่าพระองค์สมควรที่จะเข้าเป็นคริสตศาสนิกแล้ว สักวันหนึ่งพระองค์จะถูกดลใจให้เข้ารีตจนได้"
พระองค์ได้ให้เสรีภาพแก่ราษฎรทั่วไปที่จะนับถือคริสตศาสนาได้ตามความเลื่อมใสของตน ทำให้เชอวาเลียร์ เดอ โชมองต์ พอใจ
ต่อมาในปี พ.ศ.๒๒๒๘ เมื่อคณะราชทูตฝรั่งเศสเดินทางกลับ พระองค์ก็ได้จัดให้เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เป็นหัวหน้าคณะราชทูตเดินทางไปฝรั่งเศส นำพระราชสาส์นของพระองค์ไปถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ และได้ส่งกุลบุตร ๑๒ คน ไปศึกษาวิชาที่ประเทศฝรั่งเศส พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ทรงโปรดปรานเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เป็นอย่างมาก ได้ให้เหรียญที่ระลึก และเขียนรูปภาพเหตุการณ์ไว้ด้วย เมื่อคณะราชทูตเดินทางกลับ พระองค์ได้โปรดให้มองสิเออร์ เดอลาลูแบร์ เป็นราชทูตเข้ามากรุงศรีอยุธยา พร้อมกับเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) และได้นำทหารฝรั่งเศสจำนวน ๖๓๖ นาย เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาด้วย สมเด็จพระนารายณ์ ฯ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ทหารฝรั่งเศสจำนวนดังกล่าว ไปรักษาป้อมที่เมืองธนบุรีส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งมีกำลังสองกองร้อยให้ไปรักษาเมืองมะริด ซึ่งมีอังกฤษเป็นภัยคุกคามอยู่
ในปี พ.ศ.๒๒๓๐ สมเด็จพระนารายณ์ทรงประกาศสงครามกับอังกฤษ เนื่องจากมีเหตุบาดหมางกันในเรื่องการค้าขายกับอินเดีย รัฐบาลอังกฤษให้บริษัทอังกฤษ เรียกตัวคนอังกฤษทั้งหมดที่รับราชการอยู่ ณ กรุงศรีอยุธยา ให้กลับประเทศอังกฤษ ต่อมาชาวอังกฤษได้มาก่อความวุ่นวายในเมืองมะริดและรุกรานไทยก่อน แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรไทยได้ เนื่องจากขณะนั้นมีทหารฝรั่งเศสรักษาเมืองมะริดอยู่
ในรัชสมัยของพระองค์ แม้ว่าจะมีการค้าขายติดต่อกับต่างประเทศ ที่เจริญรุ่งเรืองแล้วก็ตาม แต่ก็ได้มีการทำสงครามหลายครั้ง ครั้งที่สำคัญได้แก่ การยกกองทัพออกไปตีพม่าที่กรุงอังวะ ตามแบบอย่างที่สมเด็จพระนเรศวร ฯ ได้ทรงกระทำมาแล้วในอดีต และได้มีการยกกองทัพไปตีเมืองเชียงใหม่สองครั้งจนได้ชัยชนะ
สมเด็จพระนารายณ์ ฯ เสด็จสวรรคต เมื่อปี พ.ศ.๒๒๓๑ เมื่อพระชนมายุได้ ๕๐ พรรษา ครองราชย์ได้ ๓๒ ปี


Date : 26-02-2010 05:37:17



Counter :15116 [Start : 26/April/2007]